posttoday
โอท็อป

โอท็อป

14 มิถุนายน 2556

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายในการพัฒนาสินค้าชุมชน หรือโอท็อปอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานต้นทางการพัฒนาสินค้าชุมชน ตลอดจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายในการพัฒนาสินค้าชุมชน หรือโอท็อปอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานต้นทางการพัฒนาสินค้าชุมชน ตลอดจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม

ล่าสุด นายกรัฐมนตรีกล่าวในงาน “โอท็อปไทยก้าวไกลสู่เออีซี” โดยตั้งเป้าหมายผลักดันสินค้าโอท็อปไทยให้มียอดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศรวมกันกว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมให้สถาบันการเงิน ธนาคารของรัฐสนับสนุนสินเชื่อให้กับวิสาหกิจชุมชน ภายใต้วงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปี คือ ปี 2556-2558

เป้าหมายคือให้โอท็อปเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมส่งออกและสามารถทดแทนการนำเข้า เพื่อป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในอนาคต พร้อมรับมือการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

กว่า 10 ปี ของการพัฒนาสินค้าโอท็อป ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลในครั้งนี้ ต้องการเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการกลางน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจต่อเชื่อมกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความเข้มแข็งน้อย ที่เพิ่งเริ่มกิจการหรือกลุ่มผู้ประกอบการต้นน้ำซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแหล่งวัตถุดิบจำนวนมาก และนำแหล่งวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นสินค้าซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเพราะเป็นการต่อยอดให้เป็นสินค้าที่มีประสิทธิภาพที่มีมูลค่า และส่งต่อไปยังผู้ประกอบการปลายน้ำ แต่ที่ผ่านมายังขาดในส่วนนี้ ทำราคาสินค้าที่ไม่ดีพอ

รัฐบาลจึงมองว่าผู้ประกอบการที่มีความเข้มแข็งปานกลางหรือผู้ประกอบการกลางน้ำจะเป็นส่วนเติมเต็มในการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าได้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการโอท็อปไทยก้าวไกลสู่เออีซี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และวิสาหกิจชุมชน (โอท็อป) มองว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และโอท็อป มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ พื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการโอท็อปมีรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าโอท็อปให้ได้ 1 แสนล้านบาท ในปี 2558

หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือชุมชนผู้ผลิตสินค้าโอท็อป ก็ไม่ควรจะเลือกช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการกลางน้ำ กลุ่มต้นน้ำถือว่าสำคัญที่สุด และเป็นผู้ที่เข้าถึงความช่วยเหลือต่างๆ น้อย การเลือกช่วยเหลือผู้ประกอบการในระดับกลาง ที่เริ่มมีความเข้มแข็ง โดยหวังที่จะให้คนกลุ่มนี้ช่วยเหลือกลุ่มต้นน้ำอีกทางหนึ่ง

การเลือกช่วยเหลือสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการระดับกลาง เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งพอในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้กับธนาคาร เพราะฉะนั้นการปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่การจะหวังว่ากลุ่มนี้จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการต้นน้ำนั้น ในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ มองเผินๆ เหมือนการสร้างพ่อค้าคนกลางให้เข้มแข็ง

หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับวิสาหกิจชุมชน มองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปพัฒนา และวางยุทธศาสตร์ร่วมกับคนในพื้นที่ เพราะเอกลักษณ์สินค้าชุมชนต้องเกิดจากชุมชน ขณะที่รัฐบาลเข้าไปสนับสนุนวางระบบช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกระดับตามความจำเป็นต้องผู้ประกอบการ ไม่มาก ไม่น้อย ให้พวกเขาช่วยเหลือตัวเองและต่อยอดได้ ค่อยเป็นค่อยไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหัวใจสำคัญยิ่งกว่าในการสร้างการเติบโตให้กับชุมชน

นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการต้นน้ำ คือผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นได้โอท็อป 12 ดาว ที่ต้องการสินเชื่อไม่เกินแสนบาทต่อราย หรือสูงสุดไม่เกิน 12 ล้านบาท/ราย

นายกฯ ควงขุนคลังเปิดงาน ปั้นโอท็อปเอสเอ็มอี ไทยบุกตลาด ดึงแบงก์รัฐร่วมปล่อยกู้เสริมสภาพคล่องกว่า 1.6 แสนล้านบาท พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้ก้าวไปในเวทีอาเซียนและเวทีโลก

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โอท็อป ไทยก้าวไกลสู่ เออีซี” ด้วยการดึงหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ มหาดไทย รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ร่วมกันให้ความรู้ สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการโอท็อป และเอสเอ็มอี โดยเฉพาะแบงก์รัฐจะร่วมกันสนับสนุนเงินกู้ในรูปแบบ “Clinic ทางการเงิน” พร้อมให้คำปรึกษาทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และโอท็อป ระยะเวลา 3 ปี (2556-2558) ในวงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจ การเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร เนื่องจากไทยมีวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก แต่ขาดการสนับสนุนพัฒนาที่ดี จึงทำตลาดส่งออกได้ไม่สูงมากนัก ดังนั้น หากช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และโอท็อปได้ทุกด้าน จะสามารถบุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) และตลาดโลกจนมูลค่าการค้าเติบโตได้นับแสนล้านบาทในไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดสัมมนา ครั้งนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อปมีความเข้าใจและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ที่จะหาลูกค้าใหม่ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ

สำหรับโครงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อปสู่เวทีโลกในครั้งนี้ เป็นโครงการต่อเนื่องระยะที่ 2 ที่จะเน้นให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทำงานเชื่อมโยง เสริมสร้างความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น โดยโครงการนี้จะมีสินเชื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2556-2558 ในวงเงิน 1.6 แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน