
ชอร์ตแบงก์หนักสุด
ยืมหุ้นขายปูด6พันล้านบิ๊กบจ.ช้อนของถูกเชียร์พี/อีต่ำน่าซื้อยันยอดฟอร์ซเซลไม่มาก
ยืมหุ้นขายปูด6พันล้านบิ๊กบจ.ช้อนของถูกเชียร์พี/อีต่ำน่าซื้อยันยอดฟอร์ซเซลไม่มาก
ชอร์ตเซลหุ้นบวม 6,500 ล้าน เน้นหุ้นแบงก์ บิ๊ก บจ.ฉวยจังหวะเก็บหุ้นเข้าพอร์ต ยันหุ้นดิ่งฟอร์ซเซลไม่มาก
จากการรวบรวมตัวเลขการยืมหุ้นขายล่วงหน้าหรือชอร์ตเซลระหว่างวันที่ 612 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีทรุดลงแรง โดยเฉพาะวันที่ 6 มิ.ย. ดัชนีรูดกราวกว่า 75 จุด พบว่านักลงทุนได้มีการยืมหุ้นขายล่วงหน้ารวมกว่า 88 หลักทรัพย์ มีมูลค่ารวมกว่า 6,522.64 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์นำโดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นต้น ดังนั้นหากตลาดตีกลับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีโอกาสดีดกลับแรงมากกว่าตลาดโดยรวม
นอกจากนั้นในวันที่ 6 มิ.ย. ยังพบว่าผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ถือโอกาสซื้อหุ้นของบริษัท โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 65.71 ล้านบาท อาทิ หุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) นายธวัชวงศ์ ธนะสุนิต ซื้อจำนวน 1 แสนหุ้น ที่ราคา 161.51 บาท เป็นเงิน 16.15 ล้านบาท นายประดิษฐ์ ทีฆกุล ซื้อ 1 แสนหุ้น ที่ราคา 156.40 บาท เป็นเงิน 15.64 ล้านบาท
นายวิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ซื้อหุ้นบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) จำนวน 1 ล้านหุ้นที่ราคา 24.47 บาท เป็นเงิน 24.47 ล้านบาท นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ซื้อหุ้นอาร์เอส (RS) จำนวน 1.79 แสนหุ้น ราคา 9.85 บาท เป็นเงิน 1.76 ล้านบาท เป็นต้น
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงถึง 79.12 จุด หรือ 5.52% ดัชนีปิดที่ระดับ 1,354.35 จุด สำหรับการปิดตลาดภาคเช้าของวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ต้องออกโรงแถลงข่าวร่วมกันเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นายจรัมพร เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลง 5.52% มูลค่าตลาดรวมลดลงมาอยู่ที่ระดับ 11.6 ล้านล้านบาท คิดบนค่าอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) ที่ระดับ 12.45 เท่า ถือเป็นระดับที่น่าลงทุน สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว 1 ปี แม้ว่าในระยะสั้นๆ อาจมีแรงขายของต่างชาติและเงินไหลออกไปลงทุนในสหรัฐอเมริกา เพราะเศรษฐกิจเริ่มมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นก็ตาม
“ช่วงสั้นๆ นี้มีเงินไหลออก แต่ในแง่ของพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และหากมองในแง่ดีนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงสุด 1,640 จุด และตลอด 23 สัปดาห์นี้ มีแรงขายไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นการขายมากเกินไป วันใดวันหนึ่งเขากลับมาก็เป็นโอกาส” นายจรัมพร กล่าว
นางภัทธีรา กล่าวเสริมว่า ระดับพี/อีที่ 12.45 เท่า ถือว่าเป็นระดับน่าสนใจลงทุน เป็นภาวะน่าเข้าซื้อมากกว่าขาย เพราะพื้นฐานหุ้นไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สาเหตุที่ทำให้หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา เกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1.พื้นฐานของหุ้นไทยดีตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโต และราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และ 2.แรงส่งจากสภาพคล่องของโลก จากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบหรือคิวอี แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะชะลอการใส่เม็ดเงิน ทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงลบเร็วเกินไป มีแรงขายจากหุ้นทั่วโลกเพื่อไหลกลับไปยังสหรัฐอเมริกา
“สถานการณ์เหล่านี้ถือว่าเป็นการขายเพราะตื่นตกใจต่อข่าว (แพนิกเซล) เราต้องกลับมามองปัจจัยพื้นฐาน เพราะพี/อีหุ้นไทยที่ระดับ 12.45 เท่า ถือเป็นระดับที่น่าลงทุน และที่สำคัญนักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการลงทุนเพียงแค่ 20% ของตลาดหุ้นไทย หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น หากผู้ลงทุนในประเทศมีความเข้าใจพื้นฐานดีน่าจะเป็นโอกาสในการเข้ามาลงทุน” นางภัทธีรา กล่าว
นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงได้มีการสำรวจบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ถึงจำนวนลูกค้าที่ถูกบังคับขาย (ฟอร์ซเซล) ในบัญชีมาร์จินโลน พบว่าไม่มากเพียง 12 รายต่อโบรกเกอร์เท่านั้น
สำหรับยอดการปล่อยมาร์จินโดยรวมลดต่ำกว่าที่เคยปล่อยไปสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ระดับกว่า 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนได้มีการขายไปแล้วก่อนหน้านี้







