
ศก.โลกทุบส่งออกอาหารวูบ
4เดือนแรกตก3.60%ดัชนีเชื่อมั่นฯทรุดจี้รัฐดูแลค่าเงิน
4เดือนแรกตก3.60%ดัชนีเชื่อมั่นฯทรุดจี้รัฐดูแลค่าเงิน
อย่าผันผวน.ส่งออกอาหารปีนี้ไม่รุ่งแม้บาทเริ่มอ่อนค่า เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินผันผวน จี้รัฐเร่งดูแลเตือนล่วงหน้า
3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ได้ปรับประมาณการผลิตและส่งออกสมาคมอุตสาหกรรมอาหาร ลดเป้าส่งออกสินค้าเกษตรอาหารในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.50% มูลค่า 9.81 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 6% คิดเป็นมูลค่า 1.03 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ปัจจัยลบที่กระทบการส่งออก ได้แก่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อต้นปี และปัจจุบันยังมีความผันผวน รวมถึงเศรษฐกิจในตลาดหลักที่ชะลอตัว
นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนลงในขณะนี้ไม่น่าจะมีผลทำให้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารของไทยในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นจากเดิมนัก เพราะมีปัจจัยหลายด้านที่กระทบต่อการส่งออก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอาหารที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เพราะผู้ประกอบการบางกลุ่มก็นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตอาหารเพื่อส่งออกด้วย โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการอยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากเกินไป เพราะค่าเงินบาทไทยผันผวนมาก ทั้งแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าเร็วเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการกำหนดราคาขายล่วงหน้าได้ลำบาก
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อดูแลค่าเงินบาท คือ มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า (เออร์ลี วอร์นนิง) ให้แก่ผู้ประกอบการส่งออก เพื่อให้สามารถวางแผนผลิตสินค้าและกำหนดราคาขายล่วงหน้าได้ทัน เพราะในขณะนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว กระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้า
นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่า ยอดการส่งออกข้าวไทยในปี 2556 จะอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน ต่ำกว่ารัฐบาลประมาณการไว้จะมียอดส่งออกข้าวไทย 8.5 ล้านตัน โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา ยอดการส่งออกข้าวไทยอยู่ที่ 6.94 ล้านตัน เป็นผลมาจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทั้งหมด รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก และสูงกว่าประเทศคู่แข่ง
ทั้งนี้ ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ตันละ 520-530 เหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามมีราคาต่ำกว่าไทย 130150 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยเป็นประเทศที่มีผลผลิตข้าวที่สูงมากและค่าเงินในประเทศไม่ผันผวน ข้าวนึ่ง ที่เป็นสินค้าส่งออกมากที่สุด มีราคา 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน ได้รับผลกระทบจากประเทศอินเดีย ผู้ส่งออกข้าวนึ่งมากที่สุดในโลก มีราคา 430 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้หลายประเทศผู้รับซื้อข้าวจากไทยหันไปซื้อข้าวจาก ประเทศอินเดีย เวียดนาม กัมพูชา และปากีสถาน
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ กำลังเร่งผลักดันให้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น เพราะมีราคาขายในตลาดโลก อยู่ที่ 1,0501,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน และไม่มีคู่แข่งส่งออก คาดว่าในปีนี้จะส่งออกได้ 2 ล้านตัน รวมทั้งกระตุ้นให้คนในประเทศไทยหันมาบริโภคข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น ส่วนค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าลงในขณะนี้ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่ามีความผันผวนสูงมาก ทำให้เอกชนกำหนดราคาขายกับประเทศคู่ค้าได้ลำบาก จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลค่าเงินบาท ไม่ให้ผันผวนเกิน 12%
อย่างไรก็ตาม โดยก่อนหน้านี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็ว กระทบต่อผู้ส่งออกเช่นกัน ทำให้ขณะนี้ผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าได้รับผลกระทบทั้งหมด รวมทั้งต้องเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่งด้วย เพราะค่าเงินไทยผันผวนมากกว่าประเทศอื่นตลอด แต่ประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย เวียดนาม ค่าเงินนิ่งมาตลอด
ประมาณการการส่งออกอาหารปรับลดลงหลังจากยอดส่งออกอาหารไทยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 3.60% มีมูลค่า 2.96 แสนล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญทั้งน้ำตาลทราย กุ้ง และข้าว หดตัวลง ทั้ง โดยกุ้งมีปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (อีเอ็มเอส) กระทบให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะในเดือน เม.ย.ยอดส่งออกทั้งกุ้งแช่แข็งหดตัว 49.8% กุ้งแปรรูป 19.5% น้ำตาลทรายได้รับผลกระทบจากราคาในตลาดโลกลดลง ยอดส่งออกหดตัว 10.3% ข้าว หดตัว 10% ยกเว้นไก่ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นเพราะสหภาพยุโรปยกเลิกห้ามนำเข้าไก่สดจากไทย ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมอาหารยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นมาก ทำให้รายได้จากการส่งออกหายไป 7,200 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลัก 4 ประเทศในช่วง 4 เดือนแรกของปีหดตัว ได้แก่ ตลาดอาเซียนหดตัว 15.50% และเป็นตลาดส่งออกอาหารมากที่สุดของไทย รองลงมาญี่ปุ่น หดตัว 5.10% ยุโรป 1.80% และสหรัฐ 0.90% มีเพียงตลาดในประเทศจีน เติบโต 12.80% เพราะสินค้าส่งออกผลไม้และอาหารขยายตัวได้ดีอยู่
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในครึ่งปีหลัง คาดว่าในไตรมาส 3 ยอดส่งออกจะเติบโต 3.60% และในไตรมาส 4 ส่งออกเติบโต 4.80% โดยมีสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ทูน่าแปรรูป ไก่ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง เครื่องปรุงรส และผลไม้ไทย ส่วนสินค้าอาหารที่ยอดส่งออกจะชะลอตัวลง ได้แก่ น้ำตาลทราย กุ้ง สับปะรดกระป๋อง และข้าวโพดหวาน
ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอาหารประจำเดือน พ.ค. อยู่ที่ 47.4 ลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เป็นครั้งแรกในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงจากยอดส่งออกที่ปรับลดลง ค่าเงินบาท และต้นทุนวัตถุดิบส่วนดัชนีที่มีความเชื่อมั่นต่ำสุดคือข้าว และแป้งข้าว อยู่ที่ 36.5







