
สวมสิทธิขายยาง
โครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำรายงานแจ้งมายังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.เกษตรฯ ยุคที่เปิดโครงการนี้ ให้ระวังการสวมสิทธิ เสี่ยงจะเกิดทุจริตได้ เพราะโครงการนี้เปิดกว้างรับซื้อไม่จำกัดปริมาณ และตั้งราคารับซื้อไว้สูงกิโลกรัม (กก.) ละ 104 บาท ตั้งเป้าหวังดึงราคายางในตลาดไปที่ 120 บาท/กก. แต่สุดท้ายราคาอยู่ที่ 7585 บาท/กก. เกิดส่วนต่างถึง 20 บาท/กก. จูงใจให้สถาบันเกษตรกรหลายแห่งกว้านซื้อยางในราคาถูกมาขายรัฐในราคาแพง กินกำไรส่วนต่าง
โครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำรายงานแจ้งมายังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.เกษตรฯ ยุคที่เปิดโครงการนี้ ให้ระวังการสวมสิทธิ เสี่ยงจะเกิดทุจริตได้ เพราะโครงการนี้เปิดกว้างรับซื้อไม่จำกัดปริมาณ และตั้งราคารับซื้อไว้สูงกิโลกรัม (กก.) ละ 104 บาท ตั้งเป้าหวังดึงราคายางในตลาดไปที่ 120 บาท/กก. แต่สุดท้ายราคาอยู่ที่ 7585 บาท/กก. เกิดส่วนต่างถึง 20 บาท/กก. จูงใจให้สถาบันเกษตรกรหลายแห่งกว้านซื้อยางในราคาถูกมาขายรัฐในราคาแพง กินกำไรส่วนต่าง
ช่วงแรกเงินที่รัฐให้ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกใช้รับซื้อยางถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตรวจสอบพบว่าสถาบันเกษตรกรหลายแห่งนำยางมาขายในปริมาณมากกว่าสมาชิก มีชื่อสมาชิกผี จนยุคที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มาเป็น รมช.เกษตรฯ ได้รื้อรูปแบบโครงการใหม่ มีการจำกัดการรับซื้อยาง และผู้ว่าฯ ต้องทำแผนรับซื้อยางก่อนเข้าโครงการ ครั้งนี้ใช้เงินรับซื้อไป 5,000 ล้านบาท แต่เบ็ดเสร็จแล้วรัฐบาลใช้เงินโครงการนี้รวม 2.2 หมื่นล้านบาท พร้อมกับภาระหาที่เก็บสต๊อกเก็บยางอีก 2.2 แสนตัน
และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสถาบันเกษตรกรที่ขายยางให้รัฐ ก็พบการทุจริต การสวมสิทธิจำนวนมากอย่างที่ สตง.เตือนไว้ รวมความเสียหายเกือบ 100 ล้านบาท ล่าสุดสหกรณ์จังหวัดตรังที่ซื้อยางจากสหกรณ์การเกษตรกว่า 20 แห่ง แต่องค์การสวนยาง (อสย.) ไม่สามารถรับซื้อได้ เพราะข้อมูลซื้อขายยางไม่ชัดเจน โดยมียอดเงินถึง 62 ล้านบาท เมื่อกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบ พบว่าสมาชิกส่งยางขายเกินสิทธิถึง 21 ล้านบาท และไม่มีเอกสารซื้อขายยาง 41 ล้านบาท
ถ้าเชื่อคำเตือน สตง.ตั้งแต่แรก และสร้างระบบป้องกันไว้ ก็คงไม่เกิดเหตุให้รัฐต้องเสียหายแบบนี้







