posttoday
รุกเวียดนาม

รุกเวียดนาม

11 มิถุนายน 2556

การที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหนก็ตาม จะเข้าไปทำการตลาดในต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเปิดรับนักลงทุนได้ไม่นาน หรือมีระบอบการปกครองและวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำการบ้านและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปบุกตลาด

การที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหนก็ตาม จะเข้าไปทำการตลาดในต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเปิดรับนักลงทุนได้ไม่นาน หรือมีระบอบการปกครองและวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำการบ้านและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปบุกตลาด

อานนท์ นัจสถาปนิก ผู้อำนวยการบริหารสถาบันซีเทค บาย เคนท์ ประเทศไทย เล่าว่า สถาบันซีเทคฯ เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่อยู่ในเครือของสถาบันอาชีวศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มความต้องการเรียนภาษาในภูมิภาคเอเชียเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการรวมประชาคมอาเซียน ก็ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกระแสตื่นตัวเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นสื่อกลางสำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

แม้ว่าสถาบันสอนภาษาซีเทค บาย เคนท์ จะเพิ่งเข้ามาเปิดธุรกิจสอนภาษาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกได้ไม่กี่เดือน แต่สถาบันได้เข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะเวียดนามที่เข้าไปทำการตลาดมานานถึง 12 ปี

อานนท์เล่าถึงประสบการณ์การเจาะตลาดเวียดนามให้ฟังว่า ช่วงแรกๆ ถือว่ายากมาก โดยเฉพาะตลาดการศึกษา เพราะเวียดนามมีข้อจำกัด ทำให้การลงทุนด้านการศึกษาจากต่างชาติค่อนข้างยุ่งยาก และที่สำคัญสถาบันซีเทคฯ เป็นสถาบันสอนภาษารายแรกจากประเทศออสเตรเลียที่เข้าไปทำตลาด ดังนั้นช่วงแรกต้องเข้าไปร่วมมือกับทางสภาหอการค้าของเวียดนาม ที่มีการลงทุนโรงเรียนฝึกอบรมภาษาอยู่แล้ว โดยใช้ชื่อว่า “Kent C Ban”

เราใช้ชื่อนี้ในการทำตลาดสอนภาษา 3 ปี จนทางเวียดนามเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการออกระเบียบชัดเจนขึ้น และยังเปิดให้ต่างชาติสามารถนำเงินเข้าไปลงทุนในประเทศได้โดยตรง จึงทำให้สามารถตั้งโรงเรียนระดับอาชีวศึกษาหลักสูตรนานาชาติได้ มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษและเวียดนาม

“เวียดนามในวันนี้มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อ 1015 ปีที่แล้ว เป็นประเทศที่กำลังเติบโตและมีความน่าสนใจในแง่การลงทุนสูง ค่าแรงที่ถูก รวมทั้งการเมืองนิ่ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปขยายธุรกิจมากขึ้น ซึ่งธุรกิจสอนภาษาได้ขยายตัวตามไปด้วย”

ข้อดีของการทำตลาดในเวียดนามก่อนรายอื่น คือ ทำให้สถาบันมีที่ยืนในตลาด เป็นที่รู้จักคุ้นเคย เป็นที่ยอมรับของคนเวียดนามตั้งแต่บุคคลทั่วไป ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ไว้วางใจให้สถาบันเข้าไปมีส่วนร่วมฝึกอบรมภาษาให้กับบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้สถาบันมีโอกาสได้เห็นและเรียนรู้วัฒนธรรมของคนเวียดนาม ที่เดิมค่อนข้างนิยมวัฒนธรรมอเมริกัน เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากช่วงสงครามเวียดนามที่มีทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในเวียดนามเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้ระบบการศึกษาและสกุลเงินยังอิงกับระบบของสหรัฐอยู่

ตอนนี้จึงต้องค่อยๆ ทำให้คนเวียดนามรับรู้ว่า วัฒนธรรมและระบบการศึกษาแบบออสเตรเลียมีมาตรฐานและคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าระบบอเมริกัน ถึงวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไประดับหนึ่งแล้ว

ขณะเดียวกันยังได้เรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบการปกครองและนโยบายการเมือง การลงทุนของเวียดนามที่มีการพัฒนาและเปิดตัวเองสู่สากลมากขึ้นอีกด้วย

อานนท์สะท้อนความต่างระหว่างคนไทยและชาวเวียดนามว่า “ต้องยอมรับว่าคนเวียดนามกระตือรือร้นศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะเรื่องภาษามากกว่าคนไทยมาก ด้วยความที่เคยเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม ทำให้คนในประเทศกลายเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น อดทนและแข่งขันกันเองเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ซึ่งมีลักษณะของคนจีนและญี่ปุ่นรวมกัน พอมีการเปิดเรียนก็แห่มาสมัครเรียนกันเอง ในขณะที่คนไทยมีน้อยมากที่จะเดินมาสมัครเรียนด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นการจัดอบรมให้องค์กรมากกว่า”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน