
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แจกคุณฟรี
ช่วงนี้ถ้าใครสังเกตรอบๆ ตัว จะเห็นได้ว่า ทุกๆ เช้าจะมีคนแจกหนังสือพิมพ์ใส่เสื้อกั๊กวินมอเตอร์ไซค์สีเขียวอ่อนดูแสบตา คนเหล่านี้เรียกได้ว่ามีจำนวนเป็นกองทัพนักแจกหนังสือพิมพ์ฟรี ที่กระจัดกระจายตามสี่แยกและจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ...ที่น่าหงุดหงิดกว่านั้น คือ มีมอเตอร์ไซค์โฉบตัดหน้ารถผมที่กำลังขับมาในเลนซ้าย ...“ป๊าบ!!...มอเตอร์ไซค์มันตัดหน้ารถผม เพื่อที่จะเอาหนังสือพิมพ์แจกฟรีฉบับนั้น โห ...มันช่างกล้าเอาชีวิตมาแลกกับหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า ...ใช่!! เพียงเพราะมันฟรีไง”
ช่วงนี้ถ้าใครสังเกตรอบๆ ตัว จะเห็นได้ว่า ทุกๆ เช้าจะมีคนแจกหนังสือพิมพ์ใส่เสื้อกั๊กวินมอเตอร์ไซค์สีเขียวอ่อนดูแสบตา คนเหล่านี้เรียกได้ว่ามีจำนวนเป็นกองทัพนักแจกหนังสือพิมพ์ฟรี ที่กระจัดกระจายตามสี่แยกและจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ...ที่น่าหงุดหงิดกว่านั้น คือ มีมอเตอร์ไซค์โฉบตัดหน้ารถผมที่กำลังขับมาในเลนซ้าย ...“ป๊าบ!!...มอเตอร์ไซค์มันตัดหน้ารถผม เพื่อที่จะเอาหนังสือพิมพ์แจกฟรีฉบับนั้น โห ...มันช่างกล้าเอาชีวิตมาแลกกับหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า ...ใช่!! เพียงเพราะมันฟรีไง”
“ของฟรี” เป็นสิ่งที่มีพลังดึงดูดมาแต่โบราณ พูดง่ายๆ ว่า ใครๆ ก็ชอบของฟรี หลังจากผมต้องเบรกรถเพราะโดนมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า ผมก็เลยถือโอกาสชะลอเปิดกระจกรถแล้วหยิบหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรีฉบับนั้นบ้าง เพื่อมาดูว่า มันน่าสนใจขนาดนั้นเชียวหรือ...
ก่อนหน้านี้ ผมได้ผ่านไปร้านหนังสือเจอหนังสือเล่มหนึ่งของ Chris Anderson นักเขียนชื่อดัง ที่ก่อนหน้านี้เขาเขียนหนังสือขายดีสุดๆ ที่ชื่อว่า Long Tail ซึ่งหลายๆ มหาวิทยาลัยเอาแนวคิดเรื่อง Long Tail นี่แหละ มาเป็น Case Study สำหรับนักศึกษา โดยแนวคิดที่เขาเสนอคือ Internet จะทำให้ “ทางเลือกของลูกค้ามีมากขึ้น ...มากกว่า Best Seller Product ที่ทุกคนซื้อเหมือนๆ กัน เพราะ Internet เปิดโอกาสให้ร้านค้าสามารถเสนอ Choice ทางเลือกที่หลากหลายกว่าหน้าร้านปกติของเดิมที่ไม่ฮิต อาจฮิตติด Chart ได้อย่างไม่น่าเชื่อ” ...แต่คราวนี้สิ่งที่เขานำเสนอมันน่าสนใจเข้าไปอีก คือ เขานำเสนอว่า “เมื่อทุกอย่างในโลกฟรี ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร”
“คุณคิดว่าอย่างไร...มันเป็นไปได้หรือไม่ล่ะ ที่ในอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างจะฟรี!!” ...ฮึม!! คิดแล้วรู้สึกว่า บ้าหรือเปล่า ...จะเป็นไปได้อย่างไรที่ทุกอย่างจะฟรี ...พูดอีกก็ถูกอีก เพราะแท้จริงแล้ว “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” คำถามใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจคือ “แล้วไอ้หนังสือพิมพ์ที่เราได้รับแจกฟรี ใครล่ะเป็นคนจ่าย” ...ครับ!! ประเด็นนี้ใครๆ ก็คิดได้ หนังสือพิมพ์แจกฟรี ก็แปลว่า บริษัทที่ลงโฆษณาก็ต้องจ่ายน่ะซิ
ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ที่หยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เขาอ้างว่า ยอดพิมพ์ถึง 4 แสนฉบับต่อวัน และด้วยงานวิจัยระบุว่า หนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ จะมีคนอ่านอีก 5 คน ก่อนถูกทิ้งลงถังขยะ ก็เท่ากับว่าเขาเคลมต่อผู้โฆษณาว่า “สื่อ” อันนี้สามารถเข้าถึงคน 2 ล้านคนทุกวัน ...ก็ถ้าเป็นอย่างที่พูดจริง ก็เท่ากับว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีโอกาสเข้าถึงคนจำนวนมาก ผมวิเคราะห์ว่า แท้จริงแล้วคนอ่านที่ว่า หรือ Target Market ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ต้องการจับกลุ่มใครกันแน่ เพราะสิ่งนี้เป็นตัวกำหนดเนื้อหา และ Content
จริงๆ แล้วความน่าสนใจ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่หนังสือพิมพ์ที่ได้ฟรี แต่ถ้ามองลึกไปกว่านั้น เราเริ่มเห็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภค” นั่นหมายความว่า เรื่องแบบนี้ในอดีตคงไม่มีใครจะคาดคิดว่า วันนี้สื่อสิ่งพิมพ์ หรือ Free Magazine ต่างๆ มันออกมาแย่งกันให้เราฟรีได้แบบวันนี้ ...อนาคตลองคิดซิครับว่า ถ้าคิดให้ลึกขึ้น เราสามารถเอา Product ทุกๆ อย่างแจกฟรี เพียงแต่เปลี่ยนโครงสร้างของคนซื้อและคนขายใหม่
อย่างหนังสือพิมพ์ และ Free Magazine เขาเปลี่ยน “คนจ่าย” จากเดิมคือ คนอ่านเป็นคนจ่าย มาเป็น “คนโฆษณา” เป็นคนจ่ายแทน ...ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่อนาคตสินค้าแทบทุกอย่างในโลก หากเรามีความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้า เราก็สามารถเปลี่ยนโครงสร้างของคนซื้อและคนขายใหม่
ใช่!! นี่เป็นตัวอย่างเบื้องต้น ซึ่งหากคิดต่อๆ ไป อาจจะไปถึงขั้น “ซื้อกองทุน Private Fund แล้วแถมบ้านพักตากอากาศฟรีชั่วชีวิต ...หากคุณซื้อกองทุนนี้ คุณจะได้สิทธิความเป็นเจ้าของ Time Share ในโรงแรมหรูติดทะเล ในเครือ Hilton ทั่วโลก ...ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้นะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าคำนวณดีๆ ทุกอย่างมันทำได้”
ป้ายต่อไป “ซื้อบ้าน แถมคนรับใช้ (พม่า) ฟรี” ...ฮ่า ฮ่า ก็ว่ากันไป







