
จีนซื้อกิจการผลิตเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ คือ บริษัท ฉ่วงฮุ่ย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมณฑล เหอหนานของจีน นับเป็นผู้ผลิตเนื้อสุกรรายใหญ่ของจีน ได้เสนอซื้อกิจการบริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ ของสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทเลี้ยงสุกรและแปรรูปเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเงิน 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือหากรวมหนี้สิน 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว จะเป็นเงินรวม 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการผนึกกำลังของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเนื้อสุกรของทั้งสองประเทศ
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ คือ บริษัท ฉ่วงฮุ่ย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมณฑล เหอหนานของจีน นับเป็นผู้ผลิตเนื้อสุกรรายใหญ่ของจีน ได้เสนอซื้อกิจการบริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ ของสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทเลี้ยงสุกรและแปรรูปเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเงิน 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือหากรวมหนี้สิน 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว จะเป็นเงินรวม 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการผนึกกำลังของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเนื้อสุกรของทั้งสองประเทศ
จีนนับเป็นประเทศที่บริโภคเนื้อสุกรเป็นหลัก โดยในปี 2555 บริโภคเนื้อสุกร 52.7 ล้านตัน ขณะที่บริโภคเนื้อประเภทอื่นๆ น้อยมาก เป็นต้นว่า เนื้อไก่ 13.5 ล้านตัน เนื้อวัว 5.6 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการบริโภคเนื้อสุกรของจีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมสัดส่วนสูงถึง 86% ของปริมาณการบริโภคเนื้อทั้งหมดในปี 2528 ได้ลดลงเหลือ 65% ในปัจจุบัน
สำหรับการซื้อกิจการนี้ยังไม่แน่นอนว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากอาจจะมีบริษัทอื่นมาประมูลซื้อกิจการแข่งขัน เป็นต้นว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ของไทย บริษัท JBS ผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์รายใหญ่ของบราซิล ฯลฯ แต่ล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ออกแถลงข่าวว่า สนใจซื้อกิจการของบริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่สามารถศึกษารายละเอียดได้ทัน จึงไม่ร่วมแข่งขันที่จะแย่งซื้อกิจการบริษัทแห่งนี้
สำหรับเนื้อหมูนับเป็นเนื้อสัตว์ที่มีปริมาณการบริโภคมากที่สุดในโลก จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรของสหรัฐ ปี 2555 ทั่วโลกบริโภคเนื้อสุกรปริมาณมากถึง 104.9 ล้านตัน มากกว่าเนื้อไก่ 86.4 ล้านตัน และเนื้อวัว 55.8 ล้านตัน โดยจีนบริโภคเนื้อหมูมากที่สุดในโลก คือ 52.7 ล้านตัน นับเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั่วโลก รองลงมา คือ สหภาพยุโรป 20.4 ล้านตัน สหรัฐ 8.4 ล้านตัน สำหรับกลุ่ม AEC เวียดนามบริโภคมากที่สุด 2 ล้านตัน ฟิลิปปินส์ 1.4 ล้านตัน ขณะที่ไทยบริโภคไม่ถึงล้านตัน
ขณะที่จีนเป็นผู้ผลิตเนื้อสุกรรายใหญ่อันดับ 1 ของโลกเช่นเดียวกัน โดยในปี 2555 ผลิต 52.4 ล้านตัน รองลงมา คือ สหภาพยุโรป 22.6 ล้านตัน สหรัฐ 10.6 ล้านตัน สำหรับภูมิภาคอาเซียน เวียดนามผลิตมากที่สุด 2 ล้านตัน รองลงมา คือ ฟิลิปปินส์ 1.4 ล้านตัน
อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐ แม้จะผลิตเนื้อสุกรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่บริโภคน้อยกว่าการผลิต ทำให้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2555 ส่งออก 2.4 ล้านตัน รองลงมา คือ สหภาพยุโรป 2.2 ล้านตัน แคนาดา 1.2 ล้านตัน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดในโลก 1.3 ล้านตัน รองลงมา คือ รัสเซีย 1.1 ล้านตัน สำหรับใน AEC แม้ฟิลิปปินส์จะผลิตเนื้อสุกรมากรองจากเวียดนาม แต่บริโภคมากกว่าปริมาณการผลิต ทำให้ต้องนำเข้า 0.14 ล้านตัน
สำหรับการซื้อกิจการบริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ ครั้งนี้ หากประสบความสำเร็จ จะนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อบริษัท ฉ่วงฮุ่ย ในหลายด้าน
ประการแรก บริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ นับว่ามีจุดเด่น คือ เป็นผู้ประกอบธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การแปรรูป จนถึงการจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อสุกรตลอดจนห่วงโซ่อุปทานได้อย่างดี ซึ่งปัญหาคุณภาพเนื้อสุกรนับเป็นจุดอ่อนสำคัญของบริษัทจีนที่มีเรื่องอื้อฉาวในเรื่องนี้บ่อยครั้ง
ประการที่สอง จะเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหรัฐ เกี่ยวกับการเลี้ยงและแปรรูปเนื้อสุกรมายังประเทศจีน โดยแทนที่จะจำหน่ายในรูปเนื้อหมูแช่แข็งตามเขียงหมู ก็แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นแฮม เบคอน และไส้กรอก จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต เช่นเดียวกันกรณีของสหรัฐจะบริโภคเนื้อสุกรในรูปของแฮมสูงถึง 31% ไส้กรอก 20% และเบคอน 18% ทั้งนี้ อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตสูงมากในประเทศจีน เนื่องจากครอบครัวคนจีนมีขนาดเล็กลง กลายเป็นสังคมเมืองที่ประชาชนไม่มีเวลาทำอาหารเอง จะเปลี่ยนมาบริโภคอาหารพร้อมรับประทานหรือกึ่งพร้อมรับประทาน
ประการที่สาม บริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ นับเป็นเจ้าของแบรนด์เนมต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก เป็นต้นว่า Armour, Eckrich, Cook’s, Farmland, John Morrell, Patrick Cudahy, Gwaltney, Healthy Ones ฯลฯ ปัจจุบันจีนมีปัญหาด้านความปลอดภัยด้านอาหาร ทำให้คนจีนเชื่อถือในสินค้าอาหารที่ใช้แบรนด์ต่างชาติมากกว่าแบรนด์ของจีน ดังนั้น หากวางสินค้าจำหน่ายโดยใช้แบรนด์สหรัฐ จะทำให้สามารถจำหน่ายในราคาสูงขึ้นมาก
แม้ในระยะที่ผ่านมาบริษัทสหรัฐจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนักในการเจาะตลาดเนื้อสุกรของจีน โดยสาเหตุหนึ่ง คือ เนื้อสุกรของสหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดง ractopamine ซึ่งถูกห้ามใช้ในหลายประเทศ เช่น รัสเซีย สหภาพยุโรป จีน รวมถึงไทยด้วย สำหรับบริษัท สมิธฟิลด์ฟู้ดส์ มีความก้าวหน้ามากในการยกเลิกการใช้สารเร่งเนื้อแดงนี้ โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของบริษัทแห่งนี้จะปราศจากสารเร่งเนื้อแดง ทำให้สามารถส่งมาจำหน่ายในจีนง่ายขึ้นมาก







