
ไลฟ์สไตล์คนกรุงเทพฯยามสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน
...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความผันผวนของธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ แทบทั้งสิ้น สมาคมวิจัยตลาดแห่งประเทศไทย ผู้สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงผ่านงานวิจัย
“Thai View” ครั้งที่ 13 ที่จัดทำขึ้นเมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาการสำรวจความเห็นครั้งนี้เลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน เป็นประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อายุ 18 ปี และมีรายได้ครอบครัวมากกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไป
น.ส.วิริยา วรกิตติคุณ นายกสมาคมวิจัยตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า สิ่งที่คนกรุงเทพฯ กังวลมากที่สุดเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่แล้ว (เดือน ส.ค.2552) 6% ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 แต่ยอมรับได้มากขึ้น เพราะสัดส่วนลดลง 13%
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของคนกรุง เช่น ความเสื่อมถอยด้านจริยธรรม/จริยธรรมในสังคมและความรุนแรงในการประท้วง
ทั้งนี้ ผลวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างตามรายได้ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ หรือมีรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อครอบครัวต่อเดือน รายได้ปานกลาง 2
–3.99 หมื่นบาท และรายได้สูง 4 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งพบว่าความกังวลแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มรายได้ โดยกลุ่มรายได้ต่ำจะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มรายได้ปานกลางและสูงกังวลในภาพรวมเรื่องปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ทำให้คนกรุงเทพฯ วางแผนใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จาก 38% เป็น 51% และสิ่งที่ต้องการซื้อมากที่สุด คือ ที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น 9% ตามด้วยรถยนต์และโทรศัพท์มือถือ
น.ส.วิริยา กล่าวว่า สภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนกรุงเทพฯ โดยหันไปซื้อสินค้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นสัดส่วนถึง 85% ซื้อสินค้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ 84% และใช้ยี่ห้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 82% และยังปรับพฤติกรรม เช่น ลดใช้ไฟฟ้า 69% ประหยัดน้ำ 63% และใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก 49%
นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างระบุเห็นด้วยที่จะซื้อสินค้าเพื่อช่วยลดโลกร้อน โดยมีคนกรุงเทพฯ จำนวน 37% จะซื้อสินค้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ แม้จะมีราคาสูงกว่าราคาสินค้าทั่วไป หรือจำนวน 28% จะซื้อสินค้ารีไซเคิล แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปก็ตาม
สำหรับพฤติกรรมการรับสื่อของคนกรุงเทพฯ นั้น แม้จะมีสื่อหลากหลายประเภทเข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น แต่สื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนกรุงเทพฯ ยังคงเป็นสื่อพื้นฐาน ได้แก่ โทรทัศน์ 90% หนังสือพิมพ์ 53% วิทยุ 20% ส่วนกิจกรรมการตลาดที่กระตุ้นการซื้อได้ดี ได้แก่ การโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์/สิ่งพิมพ์ และการออกบูธ/นิทรรศการต่างๆ
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ 6 เดือนก่อนหน้านี้ พบว่าคนกรุงเทพฯ มีการเปิดรับสื่ออินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด 49% ในขณะที่ทวิตเตอร์เป็นสื่อที่เปิดรับน้อยที่สุด 8% ซึ่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทไม่น้อยในกลุ่มอายุ 1839 ปี และในกลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำ
การสำรวจครั้งนี้ทำขึ้นก่อนที่จะเกิดการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าคนกรุงเทพฯ มีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเมื่อเทียบกับการสำรวจในช่วงไตรมาส 3 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ครอบครัวระดับสูงมีความเชื่อมั่นมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางและต่ำ แต่การสำรวจครั้งต่อไปคงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง หลังเกิดเหตุซ้ำรอย เม.ย.เลือด ปีที่แล้ว และหนักกว่า
“
หากเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นอีก จะกระชากความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ ให้ถอยหลังกลับไปเหมือนเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 34 ปีกว่าจะฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยรวมเป็นลูกโซ่ เพราะที่ผ่านมาคนยังมีกำลังซื้อ แต่ขาดความเชื่อมั่น”






