
4 กองทุนผู้ชนะบนเวที มอร์นิ่งสตาร์
เป็นครั้งแรกที่ มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จัดงานมอบรางวัล Morningstar Fund Awards ให้กับกองทุนที่เข้าขั้นว่า โดดเด่นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ตามคำนิยามของ
“มอร์นิ่งสตาร์” ที่แตกต่างไปจากเวทีการประกวดกองทุนเวทีอื่นความโดดเด่นในเชิงปริมาณมอร์นิ่งสตาร์ จะนำ 2 ส่วนมาประกอบกัน คือ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง และความเสี่ยง ที่ไม่ได้ดูเพียงแค่ปีเดียวแต่จะต้องโดดเด่นต่อเนื่องถึง 3 ปี
ทั้งนี้ 80% ของคะแนนทั้งหมดจะมาจากการพิจารณาในส่วนของผลดำเนินงาน โดยให้น้ำหนัก 25% สำหรับผลดำเนินงาน 1 ปี และให้น้ำหนัก 55% สำหรับผลดำเนินงาน 3 ปี ขณะที่อีก 20% ของคะแนนจะพิจารณาจากความเสี่ยงของกองทุน
ขณะที่การวัดผลในเชิงคุณภาพที่มอร์นิ่งสตาร์นำมาพิจารณาร่วมด้วยมีอยู่หลายประเด็น เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกองทุนมีผลกระทบต่อกองทุน และกองทุนต้องมีผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอย่างน้อย 2 ใน 3 ปี เพื่อแสดงถึงความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
หลังจากให้คะแนนกันแล้ว รางวัล Morningstar Fund Awards 2009 คัดออกมาได้ 4 ประเภท 4 กองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 4 แห่ง
รางวัลกองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยม ปี 2009 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดเล็กถึงปานกลาง ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV) บลจ.ไทยพาณิชย์
รางวัลกองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยม ปี 2009 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ได้แก่ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (MVLTF) บลจ.เอ็มเอฟซี
รางวัลกองทุนตราสารหนี้ยอดเยี่ยม ปี 2009 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงยาว ได้แก่ กองทุนอยุธยาตราสารหนี้ระยะกลาง (AYFMTFI) บลจ.อยุธยา
รางวัลกองทุนตราสารหนี้ยอดเยี่ยม ปี 2009 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ได้แก่ กองทุนเปิดธนสาร (TSARN) บลจ.ธนชาต
nSCBDV ปันผลต้องมาก่อน
“
ต้องคำนึงถึงอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็นอันดับแรก” โชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการคัดเลือกหุ้นสำหรับกองทุนนี้ และแม้ว่าจะได้รับรางวัลในประเภทกองทุนหุ้นขนาดเล็กถึงปานกลาง แต่กองทุนนี้จะไม่ลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูงและหุ้นเก็งกำไรขณะที่ วิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้จัดการกองทุน กล่าวว่า กองทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงและจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งจนสามารถจ่ายเงินปันผลได้
“
ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เทคนิคการเลือกหุ้นที่เรามองเป็นระบบ โดยมีคณะกรรมการลงทุน” นายวิชชุ กล่าวพร้อมกันนี้ นายวิชชุ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตมากกว่าปีละ 25% แต่ในปัจจุบันการเติบโตเพียง 20% ก็สามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมีเงินปันผลต่อเนื่อง
“
ปันผลต้องต่อเนื่อง และต้องโตต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งการจ่ายเงินปันผลในช่วง 3 ปี อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไร โดยหากปันผลเกิน 5% ซึ่งมากกว่าตลาดก็ถือเป็นหุ้นปันผลสูงแล้ว” นายวิชชุ กล่าวในปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของกองทุน 50% เป็นหุ้นขนาดเล็ก ที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องและเงินปันผลสูง อีก 30% เป็นหุ้นขนาดกลาง แต่ต้องมีสภาพคล่อง และอีก 20% จึงจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่มีสภาพคล่องสูง
นอกจากอัตราการเติบโตของบริษัทและการจ่ายเงินปันผลแล้ว โชติกา บอกว่า สิ่งที่ผู้จัดการกองทุนจะให้ความสำคัญมาก คือ การไปพบผู้บริหารบริษัท เพื่อทำความเข้าใจตัวธุรกิจที่จะลงทุนให้ถ่องแท้ และทราบวิสัยทัศน์ของผู้บริหารบริษัท เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงของธุรกิจก่อนจะตัดสินใจลงทุนต่อไป
“
ช่วงที่ผ่านมากองทุนนี้ได้เพิ่มความเข้มงวดในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านวินัยการลงทุนและความรอบคอบในการลงทุน โดยจะเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง เน้นกลุ่มธุรกิจที่ผู้บริหารมีความระมัดระวังสูง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งธุรกิจที่ลงทุนจะต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาด” โชติกา กล่าวพร้อมกับแนะนำว่า กองทุน SCBDV เหมาะกับนักลงทุนระยะปานกลางถึงระยะยาว ขณะที่ผู้จัดการกองทุนก็จะไม่มีการปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนบ่อยๆ หลังจากคัดเลือกหุ้นที่ดีมาแล้วและจัดพอร์ตลงทุนอย่างพอเหมาะ ทำให้ไม่ต้องคอยซื้อๆ ขายๆ ตามจังหวะตลาด
“
กองทุนนี้เราลงทุนหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลา แต่ในช่วงที่หุ้นเป็นขาลงผลดำเนินงานของกองทุนก็ตกน้อยกว่า และถ้าหุ้นยังมีปันผลอยู่ก็ถือได้ โดยได้เงินปันผล 67% ก็คุ้มค่าแล้ว เพราะถือเป็นลงทุนระยะยาว” วิชชุ กล่าวnMVLTF เฟ้นหา 25 หุ้นชั้นดี
ถือเป็นข้อดีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ไม่มีเงินเข้าๆ ออกๆ ให้ผู้จัดการกองทุนต้องปวดหัวมากเท่ากับกองทุนหุ้นทั่วๆ ไป เพราะเงินลงทุนจะไหลเข้ามากองทุนนี้ก็เป็นช่วงปลายๆ ปี จากนั้นนักลงทุนก็ต้องล็อกเงินลงทุนเอาไว้ในกองทุนนี้อย่างน้อยๆ ก็ 5 ปีปฏิทิน
ดังนั้นกองทุนนี้จึงสามารถลงทุนหุ้นที่คาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ โดยไม่ต้องให้ความสำคัญกับการซื้อขายทำกำไรตามจังหวะตลาด
“
นโยบายลงทุนของกองทุน MVLTF จะเน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี เพราะถือเป็นหุ้นคุณภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับกองทุนในอนาคต” พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวเช่นเดียวกับที่ ศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า กองทุนเน้นลงทุนใน Value Stock หรือหุ้นเน้นคุณค่า เพราะเป็นกองทุนหุ้นระยะยาว ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเข้าออกของผู้ถือหน่วย
“
ในภาวะปกติกองทุนนี้จะถือหุ้นประมาณ 7585% และเคยถือหุ้นมากถึง 98% ของพอร์ต แต่ในภาวะที่ไม่ปกติ อย่างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาลดการถือหุ้นลงและถือเงินสดมากขึ้น และในปัจจุบันกลับมาถือหุ้น 98% แล้ว โดยเน้นลงทุนในกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่” ศุภกร กล่าวแต่ไม่ว่าน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร ศุภกร บอกว่า กองทุนนี้จะเฟ้นหาหุ้นชั้นดีสำหรับการลงทุน และจะลงทุนประมาณ 25 ตัว
“
เดิมมีหุ้นขนาดใหญ่ในพอร์ต แต่ปัจจุบันปรับมาเป็นหุ้นขนาดกลางบ้าง เนื่องจากราคายังไม่สูงเกินไปนัก” ศุภกร กล่าวการคัดเลือกหุ้นและการบริหารจัดการกองทุน MVLTF ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียว ศุภกร บอกว่า กองทุนหุ้นของ บลจ.เอ็มเอฟซี จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมผู้จัดการกองทุนและทีมนักวิเคราะห์ โดยที่นักวิเคราะห์ทำหน้าที่คัดเลือกหุ้นและจัดพอร์ตหุ้น ขณะที่ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่กระจายการลงทุน (Asset Allocation)
“
ทีมผู้จัดการกองทุนจะทำงานร่วมกับทีมนักวิเคราะห์ ทำให้การคัดเลือกหุ้นมีความชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่ผู้จัดการกองทุนจะบริหารกองทุนเองทั้งหมด โดยการบริหารกองทุนในปีนี้อาจจะใช้วิธีการกระจายการลงทุนได้น้อยลง แต่จะใช้การคัดเลือกหุ้นให้มากขึ้น” ศุภกร กล่าวnAYFMTFI เพราะมีเครื่องมือหลากหลาย
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับกองทุนตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงระยะยาว ที่เป็นกองทุนเปิด สามารถซื้อขายได้ทุกวัน เพราะนอกจากจะต้องบริหารจัดการให้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแล้ว ผู้จัดการกองทุนยังต้องบริหารกองทุนให้มีสภาพคล่องเพื่อรองรับเงินลงทุนที่ไหลเข้าออกได้ตลอดเวลา
แต่ บลจ.อยุธยา พากองทุน AYFMTFI ขึ้นเวทีรับรางวัลได้ ซึ่ง ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า
“เราจะหาสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ยากและขายออกก็ยากด้วย ดังนั้นจึงมีแนวนโยบายกำหนดอายุตราสารหนี้และสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง”นอกจากนี้ ประภาส ยังกล่าวว่า
“กองทุน AYFMTFI ถือว่ามีเครื่องมือในการบริหารกองทุนมากกว่ากองทุนปกติทั่วไป”เครื่องมือแรก คือ การปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่ง ประภาส กล่าวว่า จุดเด่นของกองทุนนี้อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนใช้กลยุทธ์การถือตราสารหนี้ในเชิงอายุเฉลี่ยได้อย่างยืดหยุ่นเต็มที่ โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่อายุไม่เกิน 3 ปี
ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่สามารถลงทุนได้จะเริ่มตั้งแต่ A ไปจนถึง AAA รวมทั้งนโยบายการลงทุนยังเปิดให้ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศได้ด้วย
และเครื่องมือพิเศษที่ประภาสกล่าวถึง คือ การใช้ Interest Rate Swap เข้ามาช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี นอกจากนี้กองทุนยังสำรองสภาพคล่องโดยการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของภาครัฐแทนการถือเงินสด เพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอีกด้วย
“
ในช่วงนี้กองทุนลงทุนตราสารหนี้อายุสั้นๆ โดยอายุตราสารหนี้ที่ถืออยู่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณครึ่งปี เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ขาดทุนจากการบันทึกราคาตลาด (Mark to Market) ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะใช้ในช่วงที่ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวน” ประภาส กล่าวอย่างไรก็ตาม ประภาส คาดว่า ในช่วงปลายปีนี้จะได้เห็นการลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น หลังจากตลาดตราสารหนี้ปรับตัวนิ่งขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นแล้ว
“
กลยุทธ์ปีนี้จะทำให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีมาตรฐานของตราสารหนี้ระยะยาว” ประภาส กล่าวnTSARN ปรับให้เข้ากับภาวะตลาด
ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต เผยกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนนี้ว่า
“จะใช้กลยุทธ์การบริหารอายุตราสารหนี้ หรือ Duration โดยพยายามปรับตราสารหนี้ในพอร์ตลงทุนก่อนที่ตลาดจะมีการปรับตัว” ซึ่งคงจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าคาดการณ์ตลาดผิดพลาด“
ปัจจุบันข้อมูลที่เข้ามามีหลากหลาย ผู้จัดการกองทุนจะทำงานกันเป็นทีม โดยทีมผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้จะดูเศรษฐกิจมหภาคทั้งในและต่างประเทศ ดอกเบี้ย กระแสเงินทุน ขณะที่ผู้จัดการกองทุนหุ้นจะดูข้อมูลอุตสาหกรรมบริษัทจดทะเบียนว่าแข็งแรงพอที่จะลงทุนในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งเรื่องความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ” ตระกูลจิตร กล่าวนั่นทำให้สามารถ
“คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าตลาดจะ






