
หรือหมีมาเยือน
ช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกดูจะมีการปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกได้ไปทำจุดสูงสุดของปีเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แล้วหมีก็มาตะปบกระทิงเปลี่ยวจนอยู่หมัด หลังจากท่านประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี ออกมากล่าวว่าอาจจะมีการลดหรือยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ถ้าตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนถึงระดับที่น่าพอใจเมื่อตัวเลขออกมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงทันที
ช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกดูจะมีการปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกได้ไปทำจุดสูงสุดของปีเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แล้วหมีก็มาตะปบกระทิงเปลี่ยวจนอยู่หมัด หลังจากท่านประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี ออกมากล่าวว่าอาจจะมีการลดหรือยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ถ้าตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนถึงระดับที่น่าพอใจเมื่อตัวเลขออกมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงทันที
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
ประการแรก คำแถลงของท่านเบน เบอร์แนนคี เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
ประการที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐและญี่ปุ่นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการวิเคราะห์กันว่านักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อมาชดเชยขาดทุนจากการขาดทุนจากตลาดพันธบัตร
ประการที่สาม แรงขายจากต่างชาติสัปดาห์ที่ผ่านมา ขายสุทธิในตลาดไทยมากกว่า 1 หมื่นล้าน และขายในตลาดตราสารหนี้เป็นจำนวนถึง 2.6 หมื่นล้านบาท
ประการที่สี่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 354,000 ราย
ประการที่ห้า นักลงทุนยังกังวลมาตรการคุมเงินทุน
ประการที่หก อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 2.75% ลดลงมาอยู่ที่ 2.5% ข้อนี้ตลาดได้คาดการณ์ข่าวนี้ไปก่อนแล้ว
ประการที่เจ็ด อัตราการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 1 ประกาศออกมาที่ 5.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 6% ทำให้สภาพัฒน์ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 4.3-5.3%
ประการที่แปด ตัวเลขส่งออกเดือน เม.ย. จากเดิมที่ประกาศไว้ว่าโต 10.52% ก็ถูกแก้เป็น 2.89% เพราะว่าทางกรมศุลกากรลงตัวเลขส่งออกไปฮ่องกงผิด ถ้ากรมศุลกากรทำผิดพลาดแบบนี้อีก ความเชื่อถือจะถูกสั่นคลอน
ประการที่เก้า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ว่าไตรมาส 2 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าไตรมาสแรก หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทย 2 ไตรมาสแรกขยายตัวติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อจีดีพีของไทยปีนี้
ประการที่สิบ ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศ ไตรมาส 1 โตเพียง 3.2% เทียบกับปีที่แล้วโตถึง 6.8% ถ้าแนวโน้มไตรมาสที่เหลือยังเป็นแบบนี้ก็น่าเป็นห่วง
ประการที่สิบเอ็ด นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเดือน เม.ย. 2 ล้านคน ขยายตัว 19.4% นับว่าดีกับภาคการท่องเที่ยวทีเดียว
ประการที่สิบสอง ยอดขายรถยนต์นั่งเดือน เม.ย. ขยายตัวลดลงเหลือ 22.92% จากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ถึง 101.3% และ 268.8% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ช่วงนี้จะเห็นดีลเลอร์รถยนต์หลายยี่ห้อจัดโปรโมชันแค่ลองไปทดลองขับรถก็แจกคูปองซื้อสินค้า 500 บาทแล้ว ยอดทิ้งใบจองรถโครงการรถคันแรกมีจำนวนมาก
ประการที่สิบสาม ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ลดลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน มาอยู่ที่ 73.9%
ประการที่สิบสี่ อัตราเงินเฟ้อของไทยเดือน พ.ค.ค่อนข้างต่ำ คือ Head Line Inflation เพิ่มขึ้น 2.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 0.24% จาก เม.ย. และ Core Inflation (ไม่รวมหมวดอาหารและเครื่องดื่ม) เพิ่มขึ้นเพียง 0.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 0.05% จาก เม.ย. ทำให้ Headline Inflation 5 เดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ Core Inflation เพิ่มขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากการแข็งค่าของเงินบาทและการควบคุมราคาของรัฐ โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง การที่เงินเฟ้อต่ำทำให้ ธปท.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำไว้ได้อีกระยะหนึ่ง
ประการที่สิบห้า นักลงทุนทั่วโลกรอฟังคำแถลงของท่านเบน เบอร์แนนคี ในวันที่ 18-19 มิ.ย. โดยเฉพาะเรื่องมาตรการว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ และเมื่อใด
ประการที่สิบหก ดัชนี PM2 ภาคการผลิตเดือน พ.ค.ของจีนออกมาดีกว่าคาดอยู่ที่ 50.8 จุด จากเดือน เม.ย.ที่ 50.6 จุด ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนอินเดียไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวเพิ่ม 4.8% เป็นการขยายตัวที่ระดับต่ำกว่า 5% สองไตรมาสติดต่อกัน คงจะได้เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียในเร็วๆ นี้ ดูรวมๆ แล้ว ตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย.นี้ โอกาสที่จะเห็นการปรับตัวขึ้นแรงๆ ไม่น่าจะเห็น ส่วนโอกาสที่จะปรับตัวลงแรงๆ ก็ไม่น่าจะเห็นเช่นกัน แนวรับตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1,500 จุด จุดบวกลบครับ ผมคิดว่านักลงทุนจะทยอยเลือกซื้อหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการดีได้แล้วครับ โดยให้น้ำหนักลงทุนมากหน่อย บริเวณ 1,500 จุด ครับ







