
หุ้นไร้ปัจจัยดันดัชนี
‘วรรณ’แนะพักเงินกองตราสารหนี้3เดือนบลจ.กรุงศรีมองแนวโน้มดอกเบี้ยลงอีก
‘วรรณ’แนะพักเงินกองตราสารหนี้3เดือนบลจ.กรุงศรีมองแนวโน้มดอกเบี้ยลงอีก
บลจ.วรรณ แนะพักเงินกองตราสารหนี้ 3 เดือน รอจังหวะลงทุน มองตลาดหุ้นไร้ปัจจัยบวกหนุนดัชนีดีดขึ้น
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า การลงทุนในช่วงนี้แนะนำลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อายุ 3 เดือน ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตลาดเงิน และเพื่อพักเงินในการรอจังหวะการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งปัจจุบันหุ้นยังมีความผันผวนอยู่มาก และยังไม่มีปัจจัยบวกที่จะหนุนให้ดัชนีเคลื่อนไหวในทิศทางบวกได้อย่างเด่นชัดในเวลาใกล้
“นักลงทุนยังรอดูท่าทีของทางการไทยสำหรับมาตรการดูแลค่าเงินบาท และพัฒนาการของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยูโรโซน และประเทศในกลุ่มเอเชียอย่างญี่ปุ่นและจีน” นายวิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว จึงแนะนำการลงทุนในกองทุนเปิดวรรณตราสารหนี้ 3M2 (1FIX3M2) ซึ่งเสนอขายระหว่างวันที่ 31 พ.ค.7 มิ.ย. 2556 เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่สามารถลงทุนได้ประมาณ 3 เดือน และต้องการได้รับผลตอบแทนคงที่ โดยกองทุนจะลงทุนในเงินฝากและตั๋วแลกเงินที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment Grade ขึ้นไป คาดว่าผลตอบแทนอยู่ที่ 2.67% ต่อปี
น.ส.ฤดี ปติอารยกุล ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2.50% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไปในตลาด กลับปรับตัวขึ้น 0.100.16% เนื่องจากนักลงทุนได้คาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรจึงปรับลดลงไปรออยู่ก่อนแล้ว
“หลังจากประกาศลดอัตราดอกเบี้ยจึงมีแรงขายพันธบัตรออกมาเพื่อเป็นการทำกำไร โดยมีแรงขายออกมาทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ จึงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น สำหรับตราสารเงินในตลาด ทั้งเงินฝากและตั๋วแลกเงินภาคเอกชนมีการปรับลดผลตอบแทนลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” น.ส.ฤดี กล่าว
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลาดกำลังรอปัจจัยต่างๆ ให้มีความชัดเจนขึ้น ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลก และความชัดเจนของมาตรการเกี่ยวกับการดูแลค่าเงิน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าตลาดตราสารหนี้จะยังคงมีความผันผวนระหว่างทาง ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงของอัตราผลตอบแทนที่ผันผวน ขอแนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่กำหนดผลตอบแทนที่แน่นอน
น.ส.จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.นี้ บริษัทจะเปิดขายและรับซื้อคืนรอบใหม่กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้ทวีทรัพย์ 2 (ASPTFIXED2) โดยจะพิจารณาลงทุนในตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วแลกเงินและเงินฝากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อายุประมาณ 6 เดือน คาดว่าผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2.75% ต่อปี
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M61 (KFFIX6M61) อายุประมาณ 6 เดือน มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 2.70% ต่อปี
สำหรับนโยบายของกองทุนจะลงทุน เช่น เงินฝากธนาคาร Bank of China (สาธารณรัฐประชาชนจีน , สาขามาเก๊า) สัดส่วนการลงทุน 25% เงินฝากธนาคาร Abu Dhabi Commercial Bank (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สัดส่วนการลงทุน 20% ตราสารหนี้ EMTN ออกโดยธนาคาร Banco Santander Brasil S.A (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 15% ตราสารหนี้ EMTN ออกโดยธนาคาร Banco Itau Unibanco S.A (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 15% ตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดยธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 10% ตั๋วแลกเงินออกโดยบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส สัดส่วนการลงทุน 10% และตราสารหนี้ภาครัฐไทย สัดส่วนการลงทุน 5% โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 2.70% ต่อปี
หลังครบกำหนดอายุโครงการบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน (KFCASH) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนต่อไป
“เราแนะนำให้นักลงทุนล็อกอัตราผลตอบแทนในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีก” นายฉัตรพี กล่าว







