
บิ๊กซีเปลี่ยนมือล็อตใหญ่เฉียด1.5พันล.
บิ๊กซี ทำบิ๊กล็อต 1,466 ล้าน ราคา 202 บาท ต่ำกว่าตลาดแค่ 4%
บิ๊กซี ทำบิ๊กล็อต 1,466 ล้าน ราคา 202 บาท ต่ำกว่าตลาดแค่ 4%
ตลาดหุ้นวันที่ 3 มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมามีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) หุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) จำนวน 7,260,400 หุ้น ราคาเฉลี่ย 202 บาท รวมมูลค่า 1,466.60 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับนักลงทุนที่ซื้อบิ๊กล็อตครั้งนี้ ส่วนฝั่งขายไม่เปิดเผยว่าเป็นกลุ่มไหน แต่ก่อนหน้านี้หุ้นบิ๊กซีมีการเปลี่ยนมือล็อตใหญ่มาแล้ว อาจจะเห็นผลเรื่องขายได้ราคาดีเป็นสำคัญ
ล่าสุด ราคาหุ้น BIGC ปิดกระโดดในวินาทีสุดท้าย ที่ระดับ 211 บาท บวก 2 บาท หรือ 0.96% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,573.67 ล้านบาท ทั้งนี้ราคาปิดสูงขึ้นสวนทางภาวะตลาดโดยรวมที่รูดลงแรง 22.81 จุด หรือ 1.46%
เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้เปลี่ยนคำแนะนำหุ้น BIGC จากซื้อเป็นถือ หลังปรับลดราคาเหมาะสมจาก 260 บาท เหลือ 210 บาท เนื่องจากผิดหวังกับผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาแสดงถึงแนวโน้มที่ไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
บริษัท บิ๊กซีฯ เปิดผลงานที่แสดงถึงอีบิตดามาร์จินหดตัวและกำไรในไตรมาสแรกลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนมีสาเหตุมาจาก ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคาดทั้งระดับกำไรขั้นต้น การแข่งขันด้านราคาในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตที่รุนแรง การปรับขึ้นค่าจ้างทั้งสองรอบ
“ปรับลดกำไรลง 19% และปรับประมาณการรายไตรมาสใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยให้พี/อีต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก และแนะนำให้ซื้อหุ้นซีพี ออลล์ (CPALL) แทน” บล.ธนชาต ระบุ
อย่างไรก็ตาม แผนการขยายสาขาอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 25552559 ของ BIGC เป็นไปอย่างแผนที่วางไว้ และเห็นว่าความเสี่ยงที่การขยายสาขาจะไม่เป็นไปตามแผนมีน้อย
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่บิ๊กซีขายหุ้นได้ถูกจังหวะ เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกจะไม่สดใสเหมือนอย่างที่คาดหวังก่อนหน้านี้ เนื่องจากธุรกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ หลังจากไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 3.5% และตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเลขการส่งออกก็ออกมาแย่ลงเรื่อยๆ ในเดือน เม.ย. คาดว่าจะต่อเนื่องถึงเดือน พ.ค. ท่ามกลางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยสินค้าชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ตลาดหุ้นไทยจะมีอีทีเอฟที่อ้างอิงดัชนีหมวดธุรกิจพาณิชย์เข้าซื้อขายในตลาด “ECOMM” มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ราคาหน่วยละประมาณ 6 บาท กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีหมวดธุรกิจมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มพาณิชย์เพิ่มขึ้นถึง 39.49% ในขณะที่ตลาดเพิ่มขึ้น 22.20%







