posttoday
ชะตากรรม"นมไทย"หลังพิงฝาถ้าเปิดเออีซี

ชะตากรรม"นมไทย"หลังพิงฝาถ้าเปิดเออีซี

03 มิถุนายน 2556

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทำให้ตลาดสินค้าหลายตัวขยายตัว แต่ในงานเสวนาเรื่อง “นมไทยแข่งขันได้” จัดโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ และภาคเอกชน กลับพบว่า อุตสาหกรรมนมของไทยกำลังเข้าสู่ยุคหลังพิงฝา หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทำให้ตลาดสินค้าหลายตัวขยายตัว แต่ในงานเสวนาเรื่อง “นมไทยแข่งขันได้” จัดโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ และภาคเอกชน กลับพบว่า อุตสาหกรรมนมของไทยกำลังเข้าสู่ยุคหลังพิงฝา หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง

ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีโคนม 5 แสนตัว มีผลผลิตนมปีละ 1.2 ล้านตัน โดยบริโภคในประเทศ 99% หรือกว่า 1 ล้านตันถูกป้อนโครงการนมโรงเรียน เท่ากับรัฐเข้ามารับซื้อในราคาประกัน 18 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งในอนาคตอุตสาหกรรมนมไทยจะถูกท้าทายมากขึ้น จากจำนวนเด็กที่ลดลง และนมจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดหลังเปิดเออีซี

ปัจจุบันนมไทยมีต้นทุนผลิต 14 บาทต่อ กก. ผลผลิตนมเฉลี่ย 12 กก.ต่อตัวต่อวัน ขณะที่นิวซีแลนด์มีต้นทุน 1112 บาทต่อ กก. ผลผลิตเฉลี่ย 40 กก.ต่อตัวต่อวัน เวียดนามกำลังขยายฐานการผลิตมากัมพูชา และเมื่อเปิดเป็นอาเซียนบวก 3 บวก 6 เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะเข้ามาเต็มตัว

“ใน 5 ปีแรกหลังเปิดเออีซี เกษตรกรอาจจะไม่มีปัญหา แต่หากไม่ยอมปรับตัว ทั้งการพัฒนาฟาร์ม พัฒนาอาหารโคนมเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำนม เกษตรกรจะลำบาก เพราะต้นทุนและราคาจำหน่ายสูงกว่าประเทศอื่น” ยุคล กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐจะเร่งทำ คือ การออกมาตรฐานบังคับฟาร์มที่ดี หรือจีเอ็มพี เพราะปัจจุบันมีฟาร์มที่ได้มาตรฐานเพียง 6,000 ฟาร์ม จากทั้งหมด 3 หมื่นฟาร์ม การส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงโคนมรวมตัวเป็นสหกรณ์การผลิตขนาดใหญ่ขึ้น เป็นต้น

วราเทพ รางชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัชมิลล์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมนมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะที่เรียกว่า หลังพิงฝาแล้ว เพราะหลังเปิดเออีซีอุตสาหกรรมนมไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีภาษีนำเข้าป้องกันไว้สูงถึง 5126% ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ 530% เท่านั้น แต่หลังจากเดือน ธ.ค. 2558 ภาษีจะเป็น 0

นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามได้ตั้งบริษัท วีนามิลล์ ลงทุนเองและมีมูลค่าตลาดใหญ่สุดในภูมิภาค ใหญ่กว่า บริษัท ดัชมิลล์ ประเทศไทย บริษัท โฟร์โมสต์ ประเทศไทย และซีพีเมจิ รวมกันอีก และกำลังสร้างโรงงานผลิตและแปรรูปใหญ่ที่สุดในกัมพูชา โดยจะเปิดปลายปีนี้ เพื่อเตรียมรับการเปิดเออีซีด้วยต้นทุนที่ถูกกว่านมไทย

“คำถาม คือ อีก 2 ปีที่เหลือเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมนมไทยจะอยู่อย่างไร ต้องปรับตัวอย่างไร”

ทั้งนี้ ปัญหานมของไทย คือ ระบบฟาร์มกว่าครึ่งยังไม่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี และมีปริมาณจุลินทรีย์ปนเปื้อนมากกว่า 58 แสนโคโลนีต่อ ลบ.ซม. ในขณะที่นมที่ดีควรต่ำกว่า 35 แสนโคโลนี

“รัฐบาลต้องตั้งเป้าให้ชัดเจน และลงมือทำในช่วง 2 ปีก่อนเปิดเออีซี โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจัดงบช่วยเหลือ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาฟาร์ม ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพันธุ์โคนมที่อายุมากขึ้นแต่ผลผลิตน้อยลง และส่งเสริมการทำแปลงหญ้าเพื่อการปศุสัตว์” วราเทพ กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน