
ชะตากรรม"นมไทย"หลังพิงฝาถ้าเปิดเออีซี
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทำให้ตลาดสินค้าหลายตัวขยายตัว แต่ในงานเสวนาเรื่อง “นมไทยแข่งขันได้” จัดโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ และภาคเอกชน กลับพบว่า อุตสาหกรรมนมของไทยกำลังเข้าสู่ยุคหลังพิงฝา หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทำให้ตลาดสินค้าหลายตัวขยายตัว แต่ในงานเสวนาเรื่อง “นมไทยแข่งขันได้” จัดโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ และภาคเอกชน กลับพบว่า อุตสาหกรรมนมของไทยกำลังเข้าสู่ยุคหลังพิงฝา หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง
ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีโคนม 5 แสนตัว มีผลผลิตนมปีละ 1.2 ล้านตัน โดยบริโภคในประเทศ 99% หรือกว่า 1 ล้านตันถูกป้อนโครงการนมโรงเรียน เท่ากับรัฐเข้ามารับซื้อในราคาประกัน 18 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งในอนาคตอุตสาหกรรมนมไทยจะถูกท้าทายมากขึ้น จากจำนวนเด็กที่ลดลง และนมจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดหลังเปิดเออีซี
ปัจจุบันนมไทยมีต้นทุนผลิต 14 บาทต่อ กก. ผลผลิตนมเฉลี่ย 12 กก.ต่อตัวต่อวัน ขณะที่นิวซีแลนด์มีต้นทุน 1112 บาทต่อ กก. ผลผลิตเฉลี่ย 40 กก.ต่อตัวต่อวัน เวียดนามกำลังขยายฐานการผลิตมากัมพูชา และเมื่อเปิดเป็นอาเซียนบวก 3 บวก 6 เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะเข้ามาเต็มตัว
“ใน 5 ปีแรกหลังเปิดเออีซี เกษตรกรอาจจะไม่มีปัญหา แต่หากไม่ยอมปรับตัว ทั้งการพัฒนาฟาร์ม พัฒนาอาหารโคนมเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำนม เกษตรกรจะลำบาก เพราะต้นทุนและราคาจำหน่ายสูงกว่าประเทศอื่น” ยุคล กล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐจะเร่งทำ คือ การออกมาตรฐานบังคับฟาร์มที่ดี หรือจีเอ็มพี เพราะปัจจุบันมีฟาร์มที่ได้มาตรฐานเพียง 6,000 ฟาร์ม จากทั้งหมด 3 หมื่นฟาร์ม การส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงโคนมรวมตัวเป็นสหกรณ์การผลิตขนาดใหญ่ขึ้น เป็นต้น
วราเทพ รางชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัชมิลล์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมนมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะที่เรียกว่า หลังพิงฝาแล้ว เพราะหลังเปิดเออีซีอุตสาหกรรมนมไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีภาษีนำเข้าป้องกันไว้สูงถึง 5126% ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ 530% เท่านั้น แต่หลังจากเดือน ธ.ค. 2558 ภาษีจะเป็น 0
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามได้ตั้งบริษัท วีนามิลล์ ลงทุนเองและมีมูลค่าตลาดใหญ่สุดในภูมิภาค ใหญ่กว่า บริษัท ดัชมิลล์ ประเทศไทย บริษัท โฟร์โมสต์ ประเทศไทย และซีพีเมจิ รวมกันอีก และกำลังสร้างโรงงานผลิตและแปรรูปใหญ่ที่สุดในกัมพูชา โดยจะเปิดปลายปีนี้ เพื่อเตรียมรับการเปิดเออีซีด้วยต้นทุนที่ถูกกว่านมไทย
“คำถาม คือ อีก 2 ปีที่เหลือเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมนมไทยจะอยู่อย่างไร ต้องปรับตัวอย่างไร”
ทั้งนี้ ปัญหานมของไทย คือ ระบบฟาร์มกว่าครึ่งยังไม่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี และมีปริมาณจุลินทรีย์ปนเปื้อนมากกว่า 58 แสนโคโลนีต่อ ลบ.ซม. ในขณะที่นมที่ดีควรต่ำกว่า 35 แสนโคโลนี
“รัฐบาลต้องตั้งเป้าให้ชัดเจน และลงมือทำในช่วง 2 ปีก่อนเปิดเออีซี โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจัดงบช่วยเหลือ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาฟาร์ม ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพันธุ์โคนมที่อายุมากขึ้นแต่ผลผลิตน้อยลง และส่งเสริมการทำแปลงหญ้าเพื่อการปศุสัตว์” วราเทพ กล่าว







