posttoday
เตือนภัยธุรกิจรับมือวิกฤตการเงิน

เตือนภัยธุรกิจรับมือวิกฤตการเงิน

02 มิถุนายน 2556

แนะรัฐเอกชนจับมือฝ่าเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แบงก์เตือนวิกฤตการเงินจะเกิดถี่ขึ้น

แนะรัฐเอกชนจับมือฝ่าเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แบงก์เตือนวิกฤตการเงินจะเกิดถี่ขึ้น

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะไม่เห็นการเติบโตที่รวดเร็วตามที่คาดหวัง การบริโภค การลงทุนจะชะลอตัว ส่วนการส่งออกจะเติบโตอย่างเชื่องช้า แต่เสถียรภาพโดยรวมค่อนข้างดี เงินเฟ้อชะลอ การว่างงานต่ำ แม้เดือน เม.ย.จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น

ด้านนายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าวิกฤตการณ์การเงินจะเกิดขึ้นอีกและจะถี่ขึ้น หลังจากปี 2540 เป็นวิกฤตการณ์การเงินที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเองให้อยู่รอด ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ถ้ายังคิดและทำแบบเดิมจะลำบาก

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตในอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้าอยู่แล้ว จึงอยากให้มองอนาคตของไทยไปอีก 2030 ปีข้างหน้านี้ และให้ความสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ เพราะภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ โดยไทยมีงบด้านนี้เพียง 0.7% ของจีดีพี หรือ 2.1 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจต้องใช้งบ 1 แสนล้านบาท หรือ 1% ของจีดีพี

2.การสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรม ภาครัฐและเอกชนต้องขับเคลื่อนโดยชูสินค้าหรือบริการที่มีนวัตกรรม และ 3.การดำเนินธุรกิจต้องรับผิดชอบสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร หากไทยให้ความสำคัญ 3 ด้าน จะพลิกจุดเปลี่ยนให้เป็นประเทศที่พร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคต

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศใหม่ โดยเน้นการรวมตัวในรูปแบบคลัสเตอร์ การสร้างซัพพลายเชน การสร้างมูลค่าเพิ่มและการทำงานแบบรวมตัวกันแทนที่ผู้ประกอบการจะลุยเดี่ยวอย่างที่ผ่านมา เพื่อให้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้

ทั้งนี้ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมในการไปเปิดตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกฎระเบียบและโครงสร้างภาษี ซึ่งทำให้ไทยล่าช้ากว่าประเทศอื่นและเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกเหนือไปจาก 5 ปัจจัยลบที่ผู้ประกอบการมีความกังวลอยู่แล้ว

สำหรับปัจจัยลบทั้ง 5 ข้อที่ ส.อ.ท.ได้รับฟังจากผู้ประกอบการทุกเดือน คือ 1.วิกฤตเศรษฐกิจโลก 2.วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ 3.สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญมากกว่าผู้ประกอบการประเทศอื่น 4.ราคาน้ำมันและวัตถุดิบ และ 5.อัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยที่ผันผวน

“การแข่งขันทุกวันนี้เข้มข้นขึ้น ต้องสู้กันที่สปีดและการทำงานที่เร็วขึ้น ไทยต้องเน้นไปที่ความแตกต่างอย่างมีคุณภาพ ต้องรวมตัวกันมากขึ้น ใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่แบบผนึกกำลังกัน เชื่อว่าในอนาคตไทยจะสามารถติดท็อปเทนของโลกได้อย่างแน่นอน” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไทยควรเลิกมองแค่ในประเทศ แต่ต้องคิดถึงภาพใหญ่กับอีก 9 ประเทศในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยใช้ความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าตลาดการค้าชายแดนให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน