
SMEเรียลิตี้โชว์ สร้างธุรกิจให้ติดกระแส
คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า รายการเรียลิตี้โชว์ นับเป็นใบเบิกทางสำคัญที่สามารถปลุกปั้น “คนธรรมดา” ให้กลายเป็น “คนสำคัญ” และเป็นที่รู้จักของสาธารณชนได้ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า รายการเรียลิตี้โชว์ นับเป็นใบเบิกทางสำคัญที่สามารถปลุกปั้น “คนธรรมดา” ให้กลายเป็น “คนสำคัญ” และเป็นที่รู้จักของสาธารณชนได้ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน
ไม่เพียงแต่บุคคลทั่วไปเท่านั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็สามารถผันตัวเองจากการเป็น “ธุรกิจโนเนม” ให้กลายเป็น “ดาวเด่น” ในวงการธุรกิจในระยะเวลาอันสั้นด้วยพลังเรียลิตี้โชว์ด้วยเช่นกัน
พิสูจน์ได้จากความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอีในสหรัฐตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ที่ภายหลังจากผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนปรากฏตัวผ่านหน้าจอทีวีกันจนกลายเป็นปรากฏการณ์ “เอสเอ็มอีเรียลิตี้โชว์” แล้ว ธุรกิจก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นแบบฉุดไม่อยู่
ดังเช่นกรณีของ ดั๊ก ไดนาสตี้ ธุรกิจขายอุปกรณ์ล่านกเป็ดน้ำและกวางของครอบครัวโรเบิร์ตสัน ในรัฐลุยเซียนาของสหรัฐ ที่ดังเป็นพลุแตก ภายหลังออกรายการเรียลิตี้โชว์เมื่อเดือน มี.ค. 2555
ความน่าสนใจของ “เอสเอ็มอีเรียลิตี้โชว์” นี้ คงหนีไม่พ้นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมทั่วประเทศได้ตามติดความเคลื่อนไหวของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวโรเบิร์ตสันทุกฝีก้าว โดยผู้ชมจะได้สัมผัสกับทุกเหตุการณ์ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กแห่งนี้ ทั้งเห็นเบื้องหลังการทำงานการประชุมดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิตสินค้าที่ทำด้วยมือ ตลอดจนถึงการติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคนทุกซอกทุกมุมอย่างครบรส ทั้งเรื่องความรัก ชิงดีชิงเด่น และความบาดหมาง เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโรเบิร์ตสันอย่างไรอย่างนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทันทีที่รายการเริ่มออกอากาศ ทำให้ธุรกิจ ดั๊ก ไดนาสตี้ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยแทบไม่ต้องงัดกลยุทธ์การทำตลาดใดๆ เลย
“ไม่น่าเชื่อว่าจากธุรกิจครอบครัวขายอุปกรณ์ล่าสัตว์เล็กๆ จะได้รับความสนใจมากถึงขนาดนี้ โดยหลังจากรายการออนแอร์ไม่นาน มีคนมารอขอลายเซ็นและขอถ่ายรูปคู่กับพวกเราทุกคนในครอบครัวไม่น้อยกว่า 70 คน ด้านหน้าโกดังสินค้าของเราทุกเช้า จนบางวัน เพื่อนบ้านต้องโทรไปแจ้งตำรวจมาจัดการความวุ่นวายเลยทีเดียว” รายงานระบุ
แม้ว่าจะเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย ทว่า ความดังชั่วข้ามคืนนั้น ทำให้ครอบครัวโรเบิร์ตสันได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากการถ่ายทำในอัตราที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสตอบรับ ซึ่งในปัจจุบันทางครอบครัวเรียกค่าตัวสูงถึง 2 แสนเหรียญสหรัฐต่อการถ่ายทำหนึ่งตอน หลังรายการได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจนผู้ผลิตต้องสร้างถึงภาคที่ 4 เลยทีเดียว
ที่สำคัญ ยังผลักดันให้ยอดขายสินค้าอย่างนกหวีดล่อนกเป็ดน้ำของบริษัท สนนราคาระหว่าง 20175 เหรียญสหรัฐ (ราว 580-5,075 บาท) พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ยืนยันได้จากยอดขายเมื่อปี 2555 ที่รายการเริ่มออกอากาศตอนแรกสูงถึง 3 แสนชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากเมื่อปี 2554 ที่เพียง 6 หมื่นชิ้นเท่านั้น และทำให้ทางบริษัทต้องจ้างแรงงานผลิตสินค้าเพิ่มอีก 5 คนเพื่อรองรับความต้องการสั่งซื้อที่มากขึ้น
ไม่เพียงแต่ยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ผลพวงจากความดัง เปิดทางให้ครอบครัวโรเบิร์ตสัน ค้นพบช่องทางทำเงินด้วยการผลิตของที่ระลึกเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อขายให้กับแฟนคลับที่ชื่นชอบเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตโลโก้ดั๊ก ไดนาสตี้ ตุ๊กตาหน้าเหมือนสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว
เช่นเดียวกับ โกลด์แอนด์ซิลเวอร์ พอว์น ช็อป ธุรกิจขายเครื่องประดับ ของมีค่า ของสะสม ที่หลุดจำนำของ ริก แฮร์ริสัน ที่กลายเป็นที่รู้จักของอเมริกันชนทั่วประเทศจากการออกรายการเรียลิตี้โชว์ “พอว์น สตาร์” โดยยอดขายสินค้าพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า ขณะที่ ยอดขายของที่ระลึกของทางร้าน สูงถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่งผลให้รายได้โดยรวมของธุรกิจทะยานแตะ 20 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากเดิมที่มีรายได้อยู่ราว 4 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ทว่า ใช่ว่า การโปรโมทธุรกิจผ่านทางกระแสเรียลิตี้โชว์จะมีแต่ข้อดีเสมอไป เพราะหากการออก รายการส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อของธุรกิจ ก็อาจส่งผลให้ “ธุรกิจดาวเด่น” กลายเป็น “ธุรกิจดาวดับ” ได้เช่นกัน
“ท้ายที่สุดแล้ว รายการมีวันจบ ธุรกิจเราก็จะถูกธุรกิจใหม่มาแทนที่ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจไม่ควรหวังพึ่งยอดขายจากความดังชั่วคราว ทว่าควรลงมือบริหารธุรกิจให้เติบโตจากพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งดีกว่า” แฮร์ริสัน เตือน







