
ทีวีไดเร็คผนึกเจเอ็มแอลค้าปลีกเมืองผู้ดีลุยไทย
ถือเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ในวงการการตลาดแบบตรง
ถือเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ในวงการการตลาดแบบตรง เมื่อบริษัท ทีวี ไดเร็ค จากเมืองไทย ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย (Multichannel Marketing) ได้ประกาศร่วมทุนกับบริษัท เจเอ็มแอล ไดเร็ค ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดหลากหลายจากประเทศอังกฤษเช่นกัน โดยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท เจเอ็มแอล ไดเร็ค (ประเทศไทย) เพื่อรุกธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทย
ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค กล่าวว่า ได้รู้จักผู้บริหารบริษัท เจเอ็มแอล ไดเร็ค มานานกว่า 10 ปี และได้เริ่มเจรจาเพื่อร่วมทุนกันตั้งเป็นบริษัท เจเอ็มแอล ไดเร็ค (ประเทศไทย) เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อรุกธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทย ซึ่งเจเอ็มแอล ไดเร็ค มีความชำนาญในช่องทางค้าปลีกแบบ Screen to Screen หรือการขายโดยใช้จอทีวี เพื่อบรรยายคุณสมบัติของสินค้า พร้อมกับมีชั้นวางสินค้าจำหน่ายไปพร้อมกัน
“เจเอ็มแอล ไดเร็ค ประเทศอังกฤษ เป็นผู้ประกอบการธุรกิจทีวีค้าปลีกสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีจุดแข็งด้านนวัตกรรมสินค้า ซึ่งมีสินค้าวางจำหน่ายและทำตลาดใน 72 ประเทศทั่วโลก มียอดขายรวมกว่า 6,000 ล้านปอนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งในอาเซียนได้มาก่อตั้งบริษัทร่วมทุนกับสิงคโปร์เมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนที่จะมาตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทในเมืองไทย” ทรงพล กล่าว
สำหรับบริษัท เจเอ็มแอล ไดเร็ค (ประเทศไทย) ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท โดยบริษัท ทีวี ไดเร็ค ถือหุ้นใหญ่ 51% อีก 49% เป็นฝั่งกลุ่มทุนจากอังกฤษ เพื่อรุกตลาดค้าปลีกผ่านช่องทางห้างขนาดใหญ่ อาทิ เทสโก้ โลตัส และแม็คโคร โดยจะเน้นการจัดชั้นวางสินค้า โดยวางเป้าว่าภายในปีนี้จะมีจุดจำหน่ายสินค้า 300 จุดขาย และจะเพิ่มเป็น 800 จุดขายในปีถัดไป ซึ่งวางเป้าว่าในปีหน้าจะมียอดขาย 120 ล้านบาท และในปี 2558 จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
ปัจจุบันมีสินค้าที่วางจำหน่ายจำนวน 20 รายการ และบริษัทมีแผนจะเพิ่มปริมาณสินค้าอีกไตรมาสละ 45 รายการ ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายมีราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 400 บาท กำหนดสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อชิ้น เพื่อให้เป็นสินค้าที่ลูกค้าสามารถซื้อได้ง่าย โดยเป็นสินค้าที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน
พร้อมกับมีแผนจะนำเข้าไปวางจำหน่ายผ่านร้านโชว์เคสของทีวี ไดเร็ค ที่มีจำนวน 77 สาขาด้วย สินค้าที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ขายดีในตลาดประเทศอังกฤษ อเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเลือกสินค้าเข้ามาทำตลาดในไทยได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยธุรกิจค้าปลีกถือว่าเติบโตสูงมาก และจากการเตรียมเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 จึงทำให้บริษัทต่างชาติสนใจที่จะเข้ามาเปิดตลาดในอาเซียนมากขึ้น พร้อมกับจะใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดในประเทศเกิดใหม่ อย่างเช่น เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ทรงพล ระบุอีกว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนจะร่วมทุนอีกกับ 34 บริษัท เป็นทั้งบริษัทในเมืองไทยและบริษัทข้ามชาติเพื่อมาขยายธุรกิจ ซึ่งจะไม่ซ้ำซ้อนกับช่องทางเดิมๆ ที่เคยทำมา อย่างก่อนหน้านี้เตรียมเซ็นสัญญาตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ซีทีเอช เพื่อทำการตลาดแบบตรงผ่านช่องทางทีวีดาวเทียมของซีทีเอช คาดว่าจะก่อตั้งได้บริษัทร่วมทุนได้ก่อนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจะเริ่มปะทะแข้งในเดือน ส.ค.นี้
ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการทำธุรกิจนั้นจะใช้ 2 รูปแบบ คือ แบบออร์แกนิก หรือการเติบโตจากธุรกิจเดิม และแบบอินออร์แกนิก หรือการเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทต่างๆ เพื่อมาต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ
“เราต้องการขยายช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม โดยจะมีพันธมิตรใหม่ๆ ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก หรือการขายผ่านทีวีดาวเทียม ก็จะมีรายการที่เจาะช่องทีวีดาวเทียมของซีทีเอชโดยเฉพาะ ซึ่งทีวี ไดเร็ค วางเป้าไว้ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท” ทรงพล กล่าวย้ำ
ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์การสร้างการเติบโตของทีวี ไดเร็ค ที่น่าจับตามอง เพราะจะสามารถผลักดันให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด







