posttoday
รัฐนำทัพเอสเอ็มอีลุยญี่ปุ่นเน้นเจาะนิชมาร์เก็ต

รัฐนำทัพเอสเอ็มอีลุยญี่ปุ่นเน้นเจาะนิชมาร์เก็ต

30 พฤษภาคม 2556

การเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ นำโดย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ นำโดย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในฐานะที่มีข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (เจเทปา) แล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้นำทัพนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไปบุกเปิดตลาดญี่ปุ่นด้วย

นักธุรกิจเอสเอ็มอีที่ร่วมขบวนไปด้วย ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ โอท็อป และสินค้าสปาเพื่อความงาม ซึ่งผลจากการเจรจาทางการค้า เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่น พบว่าการเจรจาการค้าเพื่อสร้างเครือข่ายครั้งนี้ มีมูลค่าการสั่งซื้อรวม 7.45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 231 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าสินค้าที่เอสเอ็มอีไทยนำไปเจาะตลาดครั้งนี้จะเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือใช้ไอเดียเจาะตลาดเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) ซึ่งประโยชน์จากการเจาะตลาดกลุ่มนิชมาร์เก็ต ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถหนีปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะตั้งราคาสินค้าได้สูงขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามีผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บุญทรง กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับเงินเยนอ่อนค่า ทำให้สินค้าบุกเจาะตลาดญี่ปุ่นยากยิ่งขึ้น ดังนั้น สินค้าที่ธุรกิจไทยนำมาเจาะตลาดครั้งนี้ จะต้องเน้นสินค้าที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการเป็นหลักและคู่แข่งขันไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ามีนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต

สินค้าที่มองว่าอยู่ในความสนใจของชาวญี่ปุ่นยังคงเป็นกลุ่มอาหาร ไลฟ์สไตล์ สปาเพื่อสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ออกมาเปิดตลาดครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เป็นผู้ส่งออกได้อย่างเข้มแข็ง

“การบุกเจาะตลาดญี่ปุ่นมองว่า เอสเอ็มอีควรทำสินค้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพื่อเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและพร้อมยอมจ่ายให้กับสินค้าที่เขาต้องการ เพราะชาวญี่ปุ่นจะมองเรื่องคุณภาพสินค้าเป็นหลัก”

อัมพวัน พิชาลัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า นอกจากสินค้ากลุ่มเฉพาะ แล้วที่กรมจะผลักดันให้เอสเอ็มอีบุกเจาะตลาดญี่ปุ่นแล้ว องว่าสินค้าอีกกลุ่มที่น่าสนใจ และเอสเอ็มอีสามารถผลิตสินค้าป้อนตลาดนี้ได้ คือ ตลาดผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น หรืออายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะตลาดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เกษียณตัวเองแล้ว มีกำลังซื้อสูงจากเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องศึกษารูปแบบตลาดผู้สูงอายุและผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด

“ตลาดผู้สูงอายุเป็นตลาดใหญ่มากแต่มีความซับซ้อน เอสเอ็มอีต้องศึกษารายละเอียดเพื่อผลิตสินค้าให้ได้ตามความต้องการ หากสามารถเจาะกำลังซื้อ 10 ล้านคนของผู้สูงอายุในญี่ปุ่นได้ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถขยายการค้าการส่งออกได้เพิ่มขึ้น” อัมพวัน กล่าวอย่างแน่นอน”

สำหรับตัวเลขการส่งออกตลาดญี่ปุ่นปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 5% เชื่อว่าจะเป็นไปตามการประเมินของกระทรวงพาณิชย์ เพราะกรมมีกลยุทธ์ในการบุกเจาะตลาดญี่ปุ่นหลายอย่าง โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์เป็นการใช้กลยุทธ์เชิงรุกแบบ “เคาะประตู” คือ การเดินเข้าไปหาลูกค้าตลาดญี่ปุ่น เช่น การจับคู่ทางธุรกิจนอกเหนือจากการจัดงานแสดงสินค้า ที่รอลูกค้าญี่ปุ่นเข้ามาหา หรือนการเจาะตลาด

ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมงานการสร้างเครือข่ายระหว่างภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่น ภูษิต กาญจนศิริปาน เจ้าของธุรกิจเปลือกไข่วิจิตรศิลป์ กล่าวว่า เปลือกไข่วิจิตรศิลป์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยนำรูปทรงของเปลือกไข่มาผลิตเป็นเครื่องประดับและเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้งานได้จริง เช่น กระเป๋ารูปทรงไข่ ซึ่งลูกค้าในตลาดญี่ปุ่นนิยมมาก เพราะถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังสามารถตั้งราคาสินค้าได้สูง หรือมีกำไรมากกว่า 100200% ทำให้ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า เพราะลูกค้าพร้อมจะจ่ายในราคาสูงให้กับงานฝีมือที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน