
กองทุนภัยพิบัติได้ฤกษ์รื้อค่าเบี้ย
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
นับตั้งแต่กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติได้ถูกจัดตั้งและเริ่มนำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติฉบับแรกออกขายเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2555 จนถึงเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามียอดขายกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติถึง 993,521 ฉบับ โดยมีกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ยังมีความคุ้มครองอยู่ 979,625 ฉบับ ซึ่งเป็นทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนกองทุน ที่ยังมีความคุ้มครองอยู่ 54,945 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยต่อตามสัดส่วนกองทุน 464 ล้านบาท
กลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยมีการซื้อประกันภัยพิบัติสูงสุดในสัดส่วน 92% หรือ 906,622 ฉบับ
รองลงมาเป็นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี 7% หรือ 68,013 ฉบับ
กลุ่มอุตสาหกรรม 1% หรือ 4,990 ฉบับ
ดังนั้น เมื่อครบรอบ 1 ปีแล้ว ก็ถึงเวลาที่กองทุนจะต้องมีการปรับปรุงเงื่อนไขการรับประกัน รวมถึงค่าเบี้ยประกันเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์กันใหม่
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ชี้แจงว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการกองทุนอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับลดค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการทำประกันภัยและขยายออกไปวงกว้างได้เพิ่มขึ้น โดยจะพิจารณาในส่วนของกลุ่มลูกค้ารายย่อยหรือประชาชนทั่วไปก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจึงพิจารณาในส่วนของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและกลุ่มอุตสาหกรรม
“การปรับลดเบี้ยครั้งนี้จะทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงเงื่อนไขการรับประกันภัยพร้อมๆ กัน เพื่อหาทางลดภาระของผู้เอาประกันให้ได้มากที่สุด ซึ่งในภาพรวมแล้วเมื่อมีคนทำประกันเป็นจำนวนมาก ค่าเบี้ยก็จะลดลงได้ และเท่าที่ดูสถานการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันแล้ว ความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชนดีขึ้น ก็จะส่งผลให้คนมาทำประกันเพิ่มขึ้นด้วย” พยุงศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มที่มีทุนประกันภัยภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนสูงสุดคือสัดส่วน 58% คิดเป็นมูลค่า 32,078 ล้านบาท ถัดมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมในสัดส่วน 26% คิดเป็นมูลค่า 14,162 ล้านบาท และกลุ่มเอสเอ็มอี สัดส่วน 16% มูลค่า 8,704 ล้านบาท ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ สูงสุดที่ 45% รองลงมาคือกลุ่มบ้านอยู่อาศัยสัดส่วน 35 และกลุ่มเอสเอ็มอี มีสัดส่วน 20% ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเรียกร้องสินไหมทดแทน
ขณะที่ ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมจากเหตุการณ์น้ำท่วมไปได้แล้ว 86% หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท จากค่าสินไหมทั้งหมด 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งทาง คปภ.พยายามจะเร่งรัดเรื่องการจ่ายค่าสินไหมให้ได้ครบโดยเร็วที่สุด
สำหรับการปรับลดค่าเบี้ยประกันภัยพิบัตินั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งทางกองทุนยังไม่มีความจำเป็นต้องส่งงานต่อไปให้รีอินชัวเรอร์หรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติในขณะนี้ เนื่องจากเห็นว่าความคุ้มครองส่วนใหญ่ของกลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มอุตสาหกรรมกำลังลดลงเรื่อยๆ หากส่งงานไปช่วงนี้ค่าเบี้ยอาจสูงเกินไปได้ แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ในเรื่องนี้ วิชัย สันติมหกุลเลิศ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ กล่าวว่า การปรับลดเบี้ยในขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนักที่จะปรับราคาเบี้ยดังกล่าวลง แม้ว่าช่วงปีที่ผ่านมาจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม แต่การพิจารณาปรับราคาเบี้ยขึ้นหรือลงจะไม่มีการปรับสลับกันในระยะเวลาอันสั้น เพราะการทำเช่นนี้ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน







