
ถึงเวลาคุมธุรกิจข้ามชาติอินโดฯย้ำต้องสร้างรายย่อย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ความเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจมากที่สุด บนฐานประชากรกว่า 250 ล้านคนทั่วประเทศ
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีเครือข่ายของร้านค้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ อาทิ เคเอฟซี สตาร์บัคส์ และเซเว่นอีเลฟเว่น โดยเฉพาะประเภทร้านสะดวกซื้อ หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์นั้น สามารถขยายตัวได้ถึง 82% ระหว่างปี 2552-2555 สวนทางกับร้านค้าปลีกรายย่อยที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ซึ่งเติบโตได้เพียง 10% เท่านั้น
การรุกคืบอย่างรวดเร็วของเครือข่ายร้านค้าข้ามชาติขนาดใหญ่เช่นนี้ ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกรุงจาการ์ตาและบรรดาเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในภาคค้าปลีก ต้องเตรียมหามาตรการแก้ปัญหาขนานใหญ่ เนื่องจากเกรงว่าผู้ประกอบการรายย่อยอาจไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจเดียวกันได้
“ผมไม่มีทางแข่งสู้ได้เลย พวกพนักงานออฟฟิศเคยซื้อบุหรี่ที่ร้านผมมาตลอด แต่เดี๋ยวนี้พวกเขาเดินผ่านร้านผมไปเข้าร้านสะดวกซื้อกันหมดแล้ว เขายังทักทายผมเป็นปกติ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย” โทริคิน เจ้าของร้านชำขนาดเล็กในกรุงจาการ์ตา เปิดเผยกับวอลสตรีท เจอร์นัล
จากยอดขายเครื่องดื่ม บุหรี่ ไปจนถึงถ่านไฟฉายวันละ 100 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,000 บาท) ทุกวันนี้ ยอดขายของร้านกลับดิ่งฮวบลงเหลือเพียงราววันละ 5 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราว 150 บาท)
เพื่อไม่ให้ร้านค้าปลีกรายย่อยถูกบีบจนต้องหายไปจากการแข่งขันในที่สุด รัฐบาลได้ออกกฎให้ร้านค้าปลีกที่มีสาขามากกว่า 150 แห่ง และร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่มีสาขากว่า 250 แห่ง ต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นในการดำเนินธุรกิจด้วย และยังต้องใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นในสัดส่วนถึง 80%
อินโดนีเซียนับเป็นอีกหนึ่งในประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพยายามรักษาสมดุลการหลั่งไหลเข้ามาของทุนข้ามชาติ และการรับ “โนว์ฮาว” เพื่อช่วยให้ประชาชนและประเทศพัฒนาไปได้ โดยไม่ดำเนินนโยบายปิดกั้นการค้าและการลงทุนกับต่างชาติมากเกินไป หลังจากที่เพิ่งปรับกฎการลงทุนในกิจการเหมืองแร่ และการนำเข้าสินค้าเกษตร จนบริษัท เอสแอนด์พี ต้องปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นเชิงลบ โดยให้ความกังวลถึงมาตรการประชานิยมต่างๆ ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า
พีที ฟาสต์ ฟู้ด อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทแฟรนไชส์ของเคเอฟซี ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า ตามข้อตกลงกับยัม แบรนด์ส อิงค์ นั้น บริษัทแม่ไม่อนุญาตให้บริษัทท้องถิ่นร่วมหุ้นกับบริษัทพันธมิตร ทำให้อาจต้องชะลอหรือกระทั่งหยุดการขยายสาขาเพิ่ม ทว่าทางบริษัทก็กำลังเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาวิธีอื่นในการแบ่งปันความสำเร็จให้กับธุรกิจรายย่อยต่อไป
ด้านเฮนรี โฮโนริส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพีที โมเดิร์น ปุตรา อินโดนีเซีย เปิดเผยต่อเรื่องนี้ว่า ยังไม่มีแผนที่จะชะลอการเพิ่มสาขาของเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ได้เริ่มคิดที่จะให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเข้ามาร่วมเป็นแฟรนไชส์ด้วยในปีหน้า
“รัฐบาลขอให้เราร่วมมือกับธุรกิจรายย่อยและร่วมแบ่งปันกับคนท้องถิ่น หากเราไม่สามารถสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้ เรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต” เฮนรี กล่าว







