posttoday
'อีทีเอฟ' มีมาก แต่เลือกไม่ยาก (1)

'อีทีเอฟ' มีมาก แต่เลือกไม่ยาก (1)

26 พฤษภาคม 2556

หลายวันก่อนมือซนแอบเข้าไปดู อีทีเอฟ หรือ Exchange Traded Fund ต่างประเทศในเว็บไซต์ Morningstar.com ซึ่งต้องบอกว่า เห็นแล้ว “ตาลาย” เพราะในนั้นมีอีทีเอฟอยู่เกือบ 1,500 ตัว

หลายวันก่อนมือซนแอบเข้าไปดู อีทีเอฟ หรือ Exchange Traded Fund ต่างประเทศในเว็บไซต์ Morningstar.com ซึ่งต้องบอกว่า เห็นแล้ว “ตาลาย” เพราะในนั้นมีอีทีเอฟอยู่เกือบ 1,500 ตัว (น่าหนักใจแทนนักลงทุนจริงๆ)

พอหันมาดูอีทีเอฟในประเทศไทย ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ 14 ตัว และมีอีก 1 ตัว ที่อยู่ระหว่างเปิดขายครั้งแรก ซึ่งคงเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในอีกไม่นาน แต่เชื่อได้เลยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีอีทีเอฟเข้าไปซื้อขายมากขึ้นเรื่อยๆ (แม้ว่าคงจะไม่มากถึง 1,500 ตัว เหมือนในต่างประเทศก็ตาม)

จริงๆ แล้ว ยิ่งมีอีทีเอฟให้เลือกลงทุนจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ดี เพราะยิ่งทำให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น น่าจะถูกใจนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนแบบเดียวกับกองทุนรวม เพราะอีทีเอฟจะลงทุนหลักทรัพย์หลายๆ ตัว เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง

นักลงทุนที่มอง “ภาพรวม” เก่งกว่า ดู “หุ้นรายตัว” น่าจะชอบลงทุนอีทีเอฟ รวมทั้งนักลงทุนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือไม่รู้ว่า จะลงทุนหลักทรัพย์ตัวไหน ก็น่าจะตัดสินใจเลือกลงทุนอีทีเอฟได้ง่ายกว่า

แต่ยิ่งมีให้เลือกมาก ก็อาจจะทำให้นักลงทุนหลายคน “ปวดหัว” เพราะไม่รู้จะเลือกลงทุนอีทีเอฟตัวไหนดี

หลายคนบอกว่า การตัดสินใจเลือกหุ้นรายตัวยังง่ายกว่าการเลือกอีทีเอฟ เพราะการจะบอกว่า หุ้นตัวไหนดี ตัวไหนน่าลงทุนจะมี “มาตรวัด” ที่เป็นมาตรฐาน เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV Ratio) และอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อดูความสามารถในด้านต่างๆ ของบริษัท

เห็นแบบนี้เลยพยายามจะหาคำตอบแบบ “ชัดเจน” ว่า อะไรคือ “มาตรวัด” สำหรับการเลือกอีทีเอฟ และหลังจากสืบๆ ค้นๆ มาจากหลายแหล่งก็ได้ข้อสรุปมาเป็นข้อๆ ต่อไปนี้

1.ลงทุนสินทรัพย์อะไร

อีทีเอฟเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มหัศจรรย์มาก เพราะเป็นกองทุนที่สามารถเลียนแบบดัชนีทางการเงิน ฉะนั้น อีทีเอฟจึงลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์ ได้ทุกประเภท ที่มีดัชนีที่อ้างอิง

ในปัจจุบันสามารถแบ่งอีทีเอฟตามประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ อีทีเอฟที่อ้างอิงดัชนีราคาหุ้น อีทีเอฟที่อ้างอิงดัชนีราคาตราสารหนี้ และอีทีเอฟที่อ้างอิงหลักทรัพย์หรือดัชนีอื่นๆ เช่น ราคาทองคำ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์

อีทีเอฟในประเทศไทย มีครบทุกประเภท ตั้งแต่หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ และทองคำ

นอกจากนี้ หุ้นในประเทศยังมีแยกย่อยลงไปอีก เช่น หุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง หุ้นปันผล หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม

เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มจากการเลือกก่อนว่าจะลงทุนสินทรัพย์ประเภทอะไร ในสัดส่วนเท่าไร ตามกลยุทธ์การลงทุน หรือการจัดพอร์ตลงทุน เช่น กำหนดสัดส่วนลงทุนในพอร์ตไว้ที่หุ้น 80% ตราสารหนี้ 10% และทองคำ 10%

จากนั้นก็ไปดูว่ามีอีทีเอฟอะไรบ้างที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เราต้องการจะลงทุน นอกจากนี้ ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน เราอาจจะเลือกลงทุนในอีทีเอฟมากกว่า 1 กองทุนก็ได้ เพราะแม้จะเป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน แต่อาจจะมีนโยบายแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ในพอร์ตที่ตั้งใจจะลงทุนหุ้น 80% ก็ต้องกลับมาถามตัวเองอีกว่า แล้วจะลงทุนหุ้นอะไรบ้าง จะเป็นหุ้นไทยสักเท่าไร มีหุ้นต่างประเทศด้วยหรือไม่ และมองว่า อุตสาหกรรมไหนจะมาแรงเป็นพิเศษหรือไม่

เหมือนกับที่ นฤมล อาจอำนวยวิภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำว่า อาจจะให้ลงทุนอีทีเอฟที่ลงทุนหุ้น SET50 เป็นกองทุนหลัก โดยให้น้ำหนักประมาณ 30% ส่วนที่เหลือกระจายไปในอีทีเอฟที่ลงทุนหุ้นในหมวดอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต เช่น อีทีเอฟ หุ้นกลุ่มธนาคาร และอีทีเอฟหุ้นกลุ่มพาณิชย์

แต่บอกไว้ก่อนว่า ในขั้นตอนนี้ขอให้มองเป็นทางเลือกเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งตัดสินใจ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราจะนำมาพิจารณา

2.อ้างอิงกับดัชนีอะไร

เพราะอีทีเอฟจะลงทุนโดยอ้างอิงกับดัชนีการเงิน แต่ในโลกนี้มี “ดัชนี” มากมายเหลือเกิน ทั้งที่คุ้นหูคุ้นตา และไม่เคยรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น FTSE, MSCI, S&P, Dow Jones และ Russell

แม้แต่ดัชนีหุ้นไทย ก็ไม่ได้มีแค่ SET แต่ยังมี SET50, SET100, SETHD และ mai รวมทั้งดัชนีในกลุ่ม FTSE SET Index Series เช่น FTSE SET Shariah

นอกจากนี้ ยังมีดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม และหมวดธุรกิจอีก เช่น หมวดธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ อาหารและเครื่องดื่ม และพลังงานและสาธารณูปโภค

สาเหตุที่เราต้องให้ความสำคัญกับดัชนีที่อีทีเอฟอ้างอิง เพราะแต่ละดัชนี ที่แม้จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน แต่จะมีองค์ประกอบ หรือ “ไส้ใน” ของดัชนีที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึง โอกาสที่จะให้ผลตอบแทนต่างกันด้วย

ตัวอย่างเช่น ดัชนี SET50 กับ SET100 ที่แม้จะเป็นการลงทุนในหุ้นไทยเหมือนๆ กัน แต่องค์ประกอบของดัชนีไม่เหมือนกัน โดยดัชนี SET50 จะเห็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกของตลาดหุ้นไทย แต่ถ้าเป็นดัชนี SET100 จะเป็นหุ้น 100 ตัวแรกของตลาดหุ้นไทย เพราะฉะนั้นจะมีทั้งหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางอยู่ด้วยกัน

เมื่อมาดูที่ผลตอบแทน ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.–23 พ.ค. 2556 ดัชนี SET50 เพิ่มขึ้น 11.69% ขณะที่ดัชนี SET100 เพิ่มขึ้น 13.10% ซึ่งแม้ว่าจะไปในทิศทางเดียวกัน แต่อัตราการเพิ่มขึ้นต่างกัน

เพราะฉะนั้น การเลือกลงทุนอีทีเอฟจะต้องเข้าใจว่า ดัชนีที่อีทีเอฟเข้าไปอ้างอิงนั้นคือดัชนีอะไร มีอะไรเป็นองค์ประกอบ ดัชนีนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน และที่สำคัญคือ เรามีมุมมองต่อดัชนีนั้นอย่างไร

สำหรับอีทีเอฟในประเทศไทย ความน่าเชื่อถืออาจจะไม่ใช่ประเด็นที่นักลงทุนต้องเป็นกังวลมากนัก เพราะผู้ออกอีทีเอฟน่าจะคัดกรองมาเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นอีทีเอฟในต่างประเทศ จะเห็นอีทีเอฟที่อ้างอิงดัชนีแปลกๆ ใหม่ๆ และไม่ค่อยคุ้นเคยอยู่บ้างก็ต้องศึกษามากหน่อย

แต่มาถึงตอนนี้ อาจจะยังเลือกยากอยู่ดี เพราะอีทีเอฟหลายตัวลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน ดัชนีคล้ายๆ กัน แล้วเราจะใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ แบบนี้คงต้องอดใจรอสัปดาห์์ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค