
หั่นจีดีพีเศรษฐกิจทรุด
ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ทรุดต่ำกว่าที่คาดกลายเป็นเรื่องหลังในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ
ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ทรุดต่ำกว่าที่คาดกลายเป็นเรื่องหลังในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจลงเหลือ 4.24.5% จากที่คาดการณ์ไว้เดิม 4.55.5%
การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจเกิดขึ้นภายหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาแรกของปีขยายตัวแค่ 5.3% หดตัวลง 2.2% จากไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งสะท้อนให้เห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกที่ขยายตัวเพียง 4.5%. ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐและขยายตัวเพียง 0.5% ในรูปของเงินบาท ขณะที่ตัวเลขการลงทุนและการบริโภคก็มีอัตรการเติบโตที่ต่ำและน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
สศช.ระบุว่า ทั้งหมดนี้เป็นมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่การดำเนินนโยบายทางการเงินไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะมีมาตรการมาดูแลค่าเงินบาทแต่อย่างใด จึงเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ลดดอกเบี้ยลงมา 1% หรือในอัตราที่มีนัยสำคัญต่อตลาดไม่ใช่ลด 0.25%
ภายหลัง สศช.ออกมามาขย่มด้วยการปรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลงส่งผลให้มีการคาดการณ์กันว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นแน่ในระดับ 0.250.5%
หลังจากนั้น 1 วัน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. แถลงว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช.สะท้อนว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ ธปท. และ สศช. ประเมินนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งออกและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นปัจจัยอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภค เพราะตัวเลขของทั้งสองแห่งรายงานต่างกัน
ประสาร บอกว่า ตัวเลขฐานข้อมูลที่นำมาประเมินที่ไม่ตรงกัน ทำให้ ธปท.ได้ส่งทีมงานเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ใหม่เพื่อให้ตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยในวันที่ 29 พ.ค.นี้
“ธปท.พร้อมพิจารณาผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ถ้าหากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจริง แต่มีข้อสังเกตว่า ตัวเลขอุปสงค์โดยเฉพาะการบริโภคอุปโภค ซึ่งประเมินไว้ที่ 5.8% ขณะที่ สศช.ประเมินไว้เพียง 4.2% ส่งผลให้อุปสงค์ในไตรมาสแรกของ สศช.อยู่ที่ 3.9% ส่วนของ ธปท.อยู่ที่ 6.3%” ประสาร ชี้แจงให้เห็นถึงความแตกต่าง
ชี้ประชานิยมสิ้นมนต์ขลัง
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่โตเพียง 5.3% สะท้อนให้เห็นว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่มาจากนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลที่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลังในระยะที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง ซึ่งในภาวะอย่างนี้ สศช.อาจต้องมีการทบทวนนโยบายใหม่ โดยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกโตต่ำกว่าที่คาดไว้ที่จริงรู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่า การกระตุ้นผ่านนโยบายประชานิยมไม่ยั่งยืน แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้
ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจของไทยนับจากนี้ไปต้องให้น้ำหนักไปที่การลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว และข้อเสนอให้ กนง.ลดดอกเบี้ยจาก 2.75% อาจเป็นตัวก่อความเสี่ยงในระบบเพิ่มขึ้นในระยะยาว
จำนำข้าวใช้เงินหมดหน้าตัก
คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รวมโครงการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2555/2556 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นาปรังเข้าด้วยกัน เพราะเงินไม่พอรับปริมาณข้าวที่รับจำนำ โดยข้าวนาปีรัฐบาลตั้งงบไว้ที่ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าไม่พอ จึงต้องนำเงินที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับนาปรัง 1.05 แสนล้านบาท มาหมุนใช้ก่อน
บุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้รวมโครงการจำนำข้าวนาปีกับข้าวนาปรังเข้าด้วยกันจริง แต่ทาง กขช.ยังคงปริมาณรับจำนำข้าว 22 ล้านตัน ในกรอบวงเงินเดิม 3.45 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ณ วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินให้เกษตรกรไปแล้ว ในโครงการจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2555/2556 จำนวน 2.19 แสนล้านบาท เหลือวงเงิน 2.02 หมื่นล้านบาท แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้เข้าโครงการ ส่วนโครงการข้าวนาปรังใช้เงินไปแล้ว 3.17 หมื่นล้านบาท ยังเหลือวงเงิน 7.32 หมื่นล้านบาท







