
ม.หอการค้าผุดหลักสูตรโลจิสติกส์2สาขา
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิด 2 หลักสูตรใหม่ ตอบรับแผนหนุนไทยฮับโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิด 2 หลักสูตรใหม่ ตอบรับแผนหนุนไทยฮับโลจิสติกส์
นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล (APaR) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ สาขาโลจิสติกส์ของคณะนิติศาสตร์ ที่เน้นผลิตผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านโลจิสติกส์ และสาขาโลจิสติกส์ของคณะบริหารธุรกิจที่เน้นด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ในปีการศึกษา 2556 เพื่อผลิตบัณฑิตป้อนภาคธุรกิจรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูง และการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) โลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นการต่อยอดจากเดิมที่เปิดสอนสาขาโลจิสติกส์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์
“ไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชีย มีความได้เปรียบด้านทำเลภูมิศาสตร์ ที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางธุรกิจและเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นในเชิงธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการค้าและการขนส่งโลจิสติกส์เพื่อมารองรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น” นายสุธรรม กล่าว
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้เร่งพัฒนาหลักสูตรโลจิสติกส์ เนื่องจากเล็งเห็นถึงความจำเป็นและความต้องการแรงงานและบุคลากรด้านขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคตอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลสามารถพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูงให้เกิดขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้สำเร็จ ก็จะส่งผลให้มีโอกาสเกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมาอีกมาก
หลักสูตรใหม่เป็นการปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอน โดยผสมผสานศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเข้ามาในหลักสูตร เช่น การเรียนพื้นฐานเกี่ยวกับโลจิสติกส์ควบคู่ไปกับกฎหมาย ทำให้นักศึกษามีความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับธุรกิจโลจิสติกส์ และสามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง
เนื้อหาของหลักสูตรดังกล่าว จะมีความแตกต่างจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่น คือ นอกจากต้องเรียนเนื้อหากฎหมายพื้นฐานทั่วไป นักศึกษายังต้องเรียนกฎหมายธุรกิจ ได้แก่ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศแบบเจาะลึก โลจิสติกส์และซัพพลายเชน แฟรนไชส์ บริหารงานบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายการเงินการธนาคาร และกฎหมายอาหาร เพื่อให้เข้าใจกฎหมายด้านธุรกิจอย่างลึกซึ้ง
มหาวิทยาลัยประเมินว่า จะสามารถผลิตแรงงานสำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์จาก 3 คณะ ได้ปีละเกือบ1,000 คน







