posttoday
ไตรมาส2ทองไม่แรง

ไตรมาส2ทองไม่แรง

13 เมษายน 2553

คาดแนวโน้มราคาทองคำไตรมาส 2 ปีนี้แกว่งตัว 16,550 -18,100 บาทต่อทองหนึ่งบาท 

คาดแนวโน้มราคาทองคำไตรมาส 2 ปีนี้แกว่งตัว 16,550 -18,100 บาทต่อทองหนึ่งบาท 

บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ประมาณการแนวโน้มราคาทองคำไตรมาส 2/2553: คาดราคาแกว่งตัวตลอดช่วงไตรมาส 2 โดยราคามีโอกาสดีดตัวขึ้นในช่วงกลางเดือน เม.ย.-กลางเดือน พ.ค. จากเทศกาลแต่งงานของชาวอินเดีย แต่หลังจากนั้นราคาอาจอ่อนตัวลงตามปัจจัยทางด้านฤดูกาล คาดกรอบ 1,080-1,180เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 16,550-18,100 บาท/บาททอง กลยุทธ์แนะเทรดดิ้งแบบ “ขึ้นขายลงซื้อ” 

ทิศทางราคาทองคำไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยราคาทองคำ ณ สิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่  1,111.70เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 4 ปีก่อนที่ 1,095.70เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพียง 1.5% ต่อไตรมาส ซึ่งถือว่าเป็นการปรับขึ้นน้อยกว่าอดีตที่ราคาทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% ต่อไตรมาส สาเหตุที่การปรับขึนของราคาทองคำเป็นไปอย่างจำกัดเนื่องจาก ตลอดทั้งช่วงไตรมาส 1 มีปัจจัยลบรุมเร้าเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น

1) การออกมาตรการสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของทางการจีน  พร้อมกับให้ความเห็นในเชิงลบกับราคาทองคำว่าอยู่ในระดับสูงเกินไป และยังไม่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มทองคำในทุนสำรองระยะนี้

2) ประธานาธิบดีสหรัฐฯให้ความเห็นเชิงแข็งกร้าวต่อตลาดทุนว่า จะควบคุมพอร์ตการลทุนของสถาบันการเงินอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเก็งกำไรอย่างไร้เหตุผล

3) ปัญหาหนี้สินล้นระบบของกรีซ และความไม่สมดุลด้านการคลังของประเทศในแถบยุโรป ซึ่งทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวลว่าจะเกิดวิกฤติการเงินขึ้นเป็นรอบที่ 2 ต่อจากวิกฤติซับไพร์ม
 
และ 4) ธนาคารกลางสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจาก 0.50% เป็น 0.75% ทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น หนุนให้นักลงทุนปิดสถานะ Dollar Carry Trade ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยการขายสินทรัพย์เสี่ยงชนิดอื่นแล้วเข้าซื้อดอลล่าร์สหรัฐฯ   

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) โดยปกติจะเป็นช่วงที่ไม่ดีนักสำหรับราคาทองคำ เพราะถือเป็น ราคาทองตกต่ำ ตามความต้องการเครื่องประดับ (สัดส่วนประมาณ 50% ของความต้องการทองคำรวม) ซึ่งหากพิจารณาจากผลตอบแทนเฉลี่ยรายไตรมาสย้อนหลังไป 10 ปี จะพบว่า ช่วงไตรมาส 2 ถือเป็นช่วงเวลาที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุดเพียง  1.44% ต่อไตรมาส เทียบกับไตรมาส 1 ที่ 2.91% ต่อไตรมาส, ไตรมาส 3 ที่ 4.57% ต่อไตรมาส และไตรมาส 4 ที่ 5.29% ต่อไตรมาส โดยผลตอบแทนสูงสุดที่ทำได้อยู่ในระดับต่ำเพียงแค่ 5.04% ต่อไตรมาส ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2549 ต่างจากไตรมาสอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ยเกิน 10.00%

ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ยังไม่มี เรื่องรางเชิงบวกใหม่ๆเข้ามาฉุดให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรง ก็เป็นไปได้สูงที่  การปรับขึ้นของราคาทองคำจะเป็นไปอย่างจำกัดเช่นเดียวกับทุกปี และถ้าหากพิจารณาร่วมกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคาทองคำก็ถือว่าค่อนข้างสอดคล้องกัน เพราะราคายังถูกกดดันจากการอ่อนค่าลงของเงินสกุลยูโร ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินล้นระบบและความไม่สมดุลด้านการคลังของประเทศสมาชิกแถบยูโรโซนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรีบเร่ง (มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะยาวมากกว่าระยะสั้น) ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศในช่วงหลังบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของยูโรโซนยังดูล่าช้ากว่าสหรัฐฯ (อัตราเติบโตเศรษฐกิจ(GDP )ไตรมาส 4/2552 ของสหรัฐอยู่ที่ 5.6% จากไตรมาส3ปี2552 และมีอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 2553 อยู่ที่ 2.1% ส่วนยูโรโซนมี GDP ไตรมาส 4/2552 อยู่ที่ 0.0% จากไตรมาส3ปี2552 และมีอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 2553 อยู่ที่ 0.9%) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนยูโรโซน กระแสเงินจึงหลั่งไหลออกจากสกุลยูโรไปหาดอลล่าร์สหรัฐฯเพื่อเก็งกำไร ซึ่งถือเป็นการเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ Reverse Dollar Carry Trade ก่อนกำหนดในทางอ้อมด้วย แต่ทั้งนี้การปรับตัวลงก็เป็นไปอย่างจำกัดเช่นกัน เพราะมีเทศกาลแต่งงานของชาวอินเดียในช่วงกลางเดือน เ.ม.ย. ถึงกลางเดือน พ.ค. คอยหนุนอยู่ และเมื่อราคาทองคำหลุด1,090เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ทีไร จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าของขาดตลาดทุกที สะท้อนมายังการเคลื่อนไหวของกองทุน SPDR Gold Trust ที่เป็นแบบ “ลงซื้อขึ้นไม่ขาย” เพราะฉะนั้นจึงมองการเคลื่อนไหวทั้งไตรมาสเป็นลักษณะ แกว่งตัวในกรอบ 1,080-1,180เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 16,550-18,100 บาท/บาททอง กลยุทธ์ที่เหมาะสมในไตรมาส 2 คือ เทรดดิ้งแบบ “ขึ้นขายลงซื้อ” 

ส่วนภาพรวมทั้งปี ยังเชื่อว่าวัฏจักรขาขึ้นของราคาทองคำยังไม่หมดรอบ และปีนี้มีโอกาสที่ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง (ปีที่แล้วทำ All time high ไว้ที่ $1,226/Oz) โดยแรงหนุนสำคัญคือ ความกังวลในประเด็นอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นทั่วโลก จากผลการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาลของรัฐบาลหลายประเทศ และฐานการคำนวณที่ต่ำมากในปีก่อน เพราะหลายประเทศประสบกับภาวะะเงินฝืดเกือบตลอดทั้งปี

ในขณะที่นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบด้วยวิธีอื่นอาจยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้ใช้ไปจนถึงปลายปี เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดขึ้นนั้นยังกระจุกไม่กระจายไปทุกภาคส่วน ดังนั้น ถึงแม้ว่า Dollar Index จะทะยานขึ้นด้วยความคาดหวังว่าสุดท้ายแล้วดอกเบี้ยของสหรัฐฯจะต้องขึ้น แต่ราคาทองคำก็อาจปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันได้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2548 และปลายปี 2551 คาบเกี่ยวถึงต้นปี 2552 เพราะนักลงทุนให้นำหนักในประเด็นความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อมากกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจของอินเดียและจีนผู้บริโภคทองคำอันดับ 1 และ 2 ของโลกที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง และปัญหาหนี้สินของยูโรโซนที่สุดท้ายแล้วจะต้องได้รับการแก้ไข เพราะไม่มีใครอยากเห็นวิกฤตโลกซ้ำสองในเวลาไล่เรี่ยกัน การปรับตัวลงของราคาจึงให้นักลงทุนมองเป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ของทุกปีที่ Upside ถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางด้านฤดูกาล โดยจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจคือช่วงราคา 1,050-1,100เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 16,000-16,900 บาท/บาททอง ส่วนกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมคือซื้อถัวเฉลี่ยเมื่อราคาปรับตัวลง หรือใช้หลักการ Dollar Cost Averaging ก็ได้ เพราะถ้าในช่วงที่ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นเช่นนี้ จะทำให้ต้นทุนการถือครองของนักลงทุนต่ำกว่าตลาดเสมอ  แล้วให้รอขายเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วง  ในไตรมาส 4 คาดกรอบทั้งปีที่ 1,030-1,250เหรียญสหรัฐต่อออนซ์หรือประมาณ 15,800-19,200 บาท/บาททอง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน