
ชูจีเอสวันคุ้มครองผู้บริโภค
สคบ.หนุนระบบใหม่ตรวจสอบสินค้า เตรียมนำร่องธุรกิจขายตรง
สคบ.หนุนระบบใหม่ตรวจสอบสินค้า เตรียมนำร่องธุรกิจขายตรง
สคบ.รับลูกอาเซียน จัดระเบียบสินค้าผ่านระบบ “จีเอสวัน” เอื้อผู้บริโภค นำร่องสินค้าธุรกิจขายตรง
นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (เอซีซีพี) เสนอให้แต่ละประเทศจัดระเบียบสินค้าภายในประเทศของตัวเองด้วยการใช้มาตรฐานระบบจีเอสวัน นำรหัสตัวเลข 13 หลักเข้าไปกำกับสินค้าทุกประเภท สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงนำเรื่องดังกล่าวมาใช้กับประเทศไทย โดยจะนำร่องในกลุ่มธุรกิจขายตรงก่อน
“รหัส 13 หลัก จะช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าที่พบปัญหาผลิตที่ใด บริษัทใดผลิต และมีคุณสมบัติอย่างไร ทำให้ตรวจสอบสินค้าได้ง่าย รวมถึงการฟ้องร้องเอาผิด ปัจจุบันยังมีสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานระบบจีเอสวันอยู่หลายประเภท ซึ่ง สคบ.จะเร่งดำเนินการ” นายจิรชัย กล่าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงที่ยังคงดำเนินการอยู่ 353 บริษัท แต่มีผู้ที่นำสินค้ามาเข้ารับรหัสสากลเพียง 3 บริษัทเท่านั้น ทาง สคบ.จะพยายามทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงประโยชน์ของการใช้ระบบจีเอสวัน และจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับสถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการจัดระเบียบสินค้าแต่ละประเทศ หลังจากดำเนินการกับกลุ่มธุรกิจขายตรงแล้ว กลุ่มต่อไปที่จะดำเนินการ คือ กลุ่มสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรีจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย เพราะสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ไม่ได้รับผิดชอบสินค้าทุกประเภท สคบ.ในฐานะหน่วยงานกลาง เชื่อว่าการผลักดันสินค้าแต่ละประเภทเข้าสู่ระบบจีเอสวันจะช่วยบรรเทาปัญหาได้
นายจิรชัย กล่าวว่า ไทยยังเตรียมจัดโครงการเยาวชนอาเซียนเพื่อผู้บริโภค ภายในงานจะฉายภาพให้เห็นว่าเยาวชนควรเข้าไปมีบทบาทคุ้มครองตัวเองอย่างไรในฐานะที่เป็นผู้บริโภค อาเซียนภาพรวมมีการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับใด เยาวชนแต่ละประเทศเป็นอย่างไร และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ถึงการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐแต่ละประเทศ คาดว่าจะมีตัวแทนทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมโครงการกว่า 400 คน ซึ่งจะจัดงานในเดือน ส.ค.นี้
ส่วนกรณีที่สภาผู้บริโภคอาเซียน ต้องการให้อาเซียนใช้นโยบายหนึ่งแบรนด์ หนึ่งนโยบาย (One Brand One Policy) เมื่อสินค้าชนิดหนึ่งถูกห้ามจำหน่ายในประเทศใด ให้ห้ามจำหน่ายทั่วอาเซียนนั้น นโยบายดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียน เช่น เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ยังไม่ยอมรับเครือข่ายผู้บริโภคภาคเอกชน ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที







