
เปิดใจ...สัมพัสมนตราแห่งอาเซียน
ขึ้นชื่อเป็นนักสารคดีและเป็นช่างภาพฝีมือเยี่ยมที่เดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนบ่อยครั้งมากที่สุดคนหนึ่ง ยังขาดก็แต่บรูไนและฟิลิปปินส์
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ขึ้นชื่อเป็นนักสารคดีและเป็นช่างภาพฝีมือเยี่ยมที่เดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนบ่อยครั้งมากที่สุดคนหนึ่ง ยังขาดก็แต่บรูไนและฟิลิปปินส์
“ธีรภาพ โลหิตกุล” เล่าจุดเริ่มต้นของการเดินทางทักทายเพื่อนบ้านตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ว่า เคยรับรู้ถึงภาพสงครามและประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างกัน แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสจริง พบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาภาพ สิ่งที่แท้จริง คือ สังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลายและเก่าแก่
ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนบ้านที่ผ่านสงครามหนักหน่วงอย่างกัมพูชา แต่กลับมีนครวัดอันยิ่งใหญ่ หรือลาวที่มีพระสงฆ์จำนวนมากจนต้องใส่บาตรข้าวเหนียว สิ่งเหล่านี้เกิดจากศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ นับแต่นั้นจึงรู้ว่าเข้าใจเพื่อนบ้านผิดมาตลอด นำไปสู่การเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า มีโอกาสเข้าออกดินแดนเหล่านี้นับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นความลุ่มหลงเพื่อแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตาแต่เหมือนไกลใจ
การเดินทางไปบ่อยๆ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามกาลเวลา ยิ่งพ้นจากสงคราม ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก มีเรื่องเล่าไม่รู้จบ นครวัดที่เดินทางไปเกิน 30 ครั้ง แต่ยังคงเห็นภาพที่ไม่เคยเห็น หรือเวียดนามก็ไปตั้งแต่ผู้คนขี่จักรยานกันทั่วเมือง จนเปลี่ยนไปเป็นมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ หรือเมียนมาร์ที่เริ่มเข้าไปตั้งแต่มีเอทีเอ็มตู้แรก จนถึงยุคสมัยที่เอทีเอ็มกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้
ดินแดนเหล่านี้มั่งคั่งอารยธรรม แต่ถูกเมฆหมอกแห่งสงครามบดบังไว้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสงครามสมัยเก่าหรือสมัยใหม่ ล้วนทำให้คนแสดงด้านมืดออกมาได้เหมือนๆ กันหมด ไม่ว่าทัพพม่าหรือไทย ต่างก็เคยเผาบ้านเผาเมืองคนอื่นทั้งนั้น ทุกคนเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ อยุธยาก็เคยกระทำคนอื่น และถูกกระทำเช่นกัน แต่สงครามในอดีตจบไปแล้ว
เมื่อก่อนการเดินทางไปประเทศเหล่านี้ไม่ง่าย อย่างไปนครวัดเมื่อปี 2532 ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน เพราะมีการสู้รบตามแนวชายแดน และสงครามยังรายล้อมนครวัดในระยะ 20 กม.
ส่วนกรณีของเมียนมาร์ไม่ลำบาก แต่ไม่เคยรู้จักเขาเลย คิดถึงภาพสงครามพม่ากรุงศรีอยุธยา พอได้ไปเห็นแล้วรู้สึกว่าประเทศนี้มั่งคั่งทางอารยธรรมมาก เคยคิดว่าสุโขทัยมีเจดีย์มากมาย กลับตะลึงเมื่อเห็นพุกามแดนเจดีย์ 4,000 องค์ และท่ามกลางความยากแค้นทางเศรษฐกิจ ไม่มีเสรีภาพทางการเมือง ทว่าคนเมียนมาร์มีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทำให้เป็นคนอบอุ่น อ่อนโยน ขณะที่คนไทยยังรู้สึกคับแค้นกับประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่ไปเยือนไม่เคยถูกคนเมียนมาร์ดูหมิ่น กลับชื่นชมไทยที่พัฒนาประเทศไปไกล และชอบสินค้าไทยที่คุณภาพสูง
“การเดินทางเปลี่ยนมุมมองไปหมด นำพาไปสู่การรับรู้ใหม่ๆ ก้าวพ้นจากกับดักชิ้นใหญ่ที่ขวางทางประชาคมอาเซียน ซึ่งบางคนยังติดอยู่ในอดีต ประวัติศาสตร์บาดแผลที่ไม่ยอมแห้งสักที”
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน เป็นธรรมดาที่จะมีกระแสฟีเวอร์ มีคนไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่อาจไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ บางคนอาจรู้สึกว่าทำไมไม่มีสถานบันเทิง ไม่มีย่านเที่ยวคึกคัก เป็นเพราะเราไม่เคยเรียนรู้เพื่อนบ้าน ทำให้ไม่เข้าใจ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความตื่นตัว อาจมีคนที่ไปเที่ยวแล้วเข้าใจเพื่อนบ้านในแบบที่เขาเป็นมากขึ้น
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากจะเที่ยวชมโบราณสถาน แหล่งประวัติศาสตร์ ยังรวมถึงการกินอยู่ด้วย ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นวิธีที่ทำให้เข้าใจเพื่อนบ้านได้มากสุด ที่มีปัญหาก็เพราะคนไม่เข้าใจกัน อย่างคนเขมรทอดไข่เจียวน้ำมันเยอะ เพราะเขารักเราจึงยอมให้น้ำมันที่เป็นของหายากแก่เรา ไม่ใช่อยากทำร้ายเรา
ตอนนี้คนไทยบางส่วนยังไม่เปิดใจ หลายคนยังติดกับความคิดเก่าๆ หวาดระแวงเพื่อนบ้าน หากก้าวไม่พ้นปมนี้ ก็ไม่มีทางไหนจะแก้ได้ อยากท้าทายให้ลองเปิดใจไปเรียนรู้เพื่อนบ้าน มีสิ่งดีๆ อยู่รอบบ้านที่เราอาจหลงลืมไป
สำหรับหนังสือเล่มล่าสุด “มนตราอาเซียน” ต้องการขยายแง่งามของอาเซียนในเชิงสารคดีสัญจร หนังสือเล่มนี้อยู่ในช่วงเวลาที่ประชาคมอาเซียนใกล้จะเกิด เป็นจังหวะที่เพื่อนบ้านพัฒนาไปมากนับจากวันแรกที่เดินทางไปเมื่อ 20 ปีก่อน ยาวนานพอจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอดีตและปัจจุบัน เป็นงานที่ตกผลึกมากที่สุด







