
2 นักบุกเบิกไทยรุกตลาดพลังงานเมียนมาร์
ธุรกิจพลังงานในเมียนมาร์กำลังเป็นโอกาสทองของนักธุรกิจต่างชาติรวมทั้งไทย
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร/อนัญญา มูลเพ็ญ
ธุรกิจพลังงานในเมียนมาร์กำลังเป็นโอกาสทองของนักธุรกิจต่างชาติรวมทั้งไทย ซึ่งขณะนี้เข้าไปตั้งโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมาก
เริ่มจาก “โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น” (ทีทีซีแอล) บริษัทผู้ให้บริการทางวิศวกรรม จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์และรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร เพิ่งเดินเครื่องระยะ (เฟส) แรกของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม มีกำลังการผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ ที่เขตอาห์โลน กรุงย่างกุ้ง ขั้นแรกจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 เมกะวัตต์
ตามแผนการก่อสร้างแบ่งเป็น 3 เฟส มูลค่าการลงทุนราว 170 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเฟส 2 จะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือน มิ.ย.นี้ อีก 40 เมกะวัตต์ และเฟส 3 ที่จะนำความร้อนที่เหลือจากการเผาไหม้แก๊สไปต้มให้ได้ไอน้ำ เพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าต่อโดยไม่เหลือพลังงานทิ้ง เฟสสุดท้ายนี้จะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2557 โดยบริษัทมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกระทรวงพลังงานและไฟฟ้าของเมียนมาร์ ระยะเวลา 30 ปี
“สุรัตนา ตฤณรตนะ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของทีทีซีแอล เล่าถึงการเข้าไปปักหมุดธุรกิจในเมียนมาร์ ว่า แรกเริ่มนั้น โตโยไทยไม่ได้สนใจธุรกิจโรงไฟฟ้า แต่บังเอิญมีจุดเปลี่ยน ประกอบกับในเมียนมาร์ยังขาดไฟฟ้าอีกมาก เลยเปลี่ยนแผนหันมาศึกษาความเป็นไปได้ และเพราะบริษัทมีองค์ความรู้อยู่แล้ว ในเมืองไทยก็ทำโรงไฟฟ้านวนคร จึงมีความได้เปรียบ สามารถเสนอโครงการได้รวดเร็วและลงรายละเอียดได้ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทมีแนวทางที่จะฝึกอบรมวิศวกรเมียนมาร์เพื่อให้กลับมาดูแลกันเองในอนาคต ซึ่งรัฐบาลเมียนมาร์มองเห็นความตั้งใจของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาโครงการสร้างโรงไฟฟ้าประเภทถ่านหินขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ณ เขตเศรษฐกิจติละวา
อีกบริษัทที่เข้าไปทำธุรกิจโรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ คือ “บริษัทพลังงานเพื่อโลกสีเขียว” หรือกรีนเอิร์ธ พาวเวอร์ ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงพลังงานเมียนมาร์ เพื่อตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) กำลังการผลิต 210 เมกะวัตต์ ซึ่งใช้เงินลงทุน 275 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นโรงไฟฟ้าประเภทนี้แห่งแรกในเมียนมาร์
ทั้งโรงงานและพื้นที่สำหรับวางแผงโซลาร์เซลล์นั้นจะใช้เนื้อที่ 750 เอเคอร์ หรือราว 2,000 ไร่ ในจังหวัดมินบู เขตเมเกว นครหลวงเนย์ปิดอว์ โดยไฟฟ้าทั้งหมดจะขายให้แก่รัฐบาลเมียนมาร์
พอลล์ เบอร์นาด แยง ประธานและประธานกรรมการ กรีนเอิร์ธ พาวเวอร์ บอกว่า แบ่งลงทุนเป็น 3 ระยะ ภายใน 18 เดือน ระยะแรก 50 เมกะวัตต์ ระยะที่สอง 70 เมกะวัตต์ และระยะที่สาม 90 เมกะวัตต์ และกำลังเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์เพื่อลงทุนในโครงการที่ 2 กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 300 เมกะวัตต์
แม้ขณะนี้ราคารับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลเมียนมาร์ไม่ได้สูงกว่าการรับซื้อในไทย แต่การผลิตในเมียนมาร์มีต้นทุนถูกกว่าไทยมากทั้งในแง่ของราคาที่ดิน ซึ่งได้สัญญาเช่าระยะ 70 ปี ไม่มีต้นทุนค่าสัญญาณขายไฟฟ้า (PPA) และมีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าไทยมาก
ออง แทน อู รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานเมียนมาร์ ซึ่งดูแลกิจการด้านไฟฟ้า ระบุว่า ปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน ซึ่งไม่รวมความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 15% แต่โรงไฟฟ้าที่มีอยู่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 2,500 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับไทยที่ผลิต 3 หมื่นเมกะวัตต์ และไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“ตอนนี้เรามีสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าจากน้ำอยู่ราว 70% ก๊าซ 20% และจากถ่านหิน 10% ซึ่งยังไม่พอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเมื่อภาคอุตสาหกรรมเข้ามา โดยภายในปี 2573 ตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ถึง 3 หมื่นเมกะวัตต์”
สำหรับการเข้ามาลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้านั้น เมียนมาร์เปิดโอกาสแก่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไทย อินเดีย สหรัฐ ยุโรป ซึ่งต้องเข้ามาหารือกัน
สุรัตนา แนะนำตบท้ายว่า บริษัทที่สนใจต้องเข้ามาดูด้วยตาตัวเองเพื่อให้ประเมินได้ถูก ไม่อยากให้คนไทยมองประวัติศาสตร์บาดหมางในอดีต เพราะคนเมียนมาร์ไม่ได้มองไทยในแง่ลบ เมียนมาร์ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก







