posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

16 พฤษภาคม 2556

ขสมก.ขึ้นราคา 1.50 บาทในช่วงเวลา 23.00-05.00 น.เฉพาะรถโดยสารธรรมดา

ขสมก.ขึ้นราคา 1.50 บาทในช่วงเวลา 23.00-05.00 น.เฉพาะรถโดยสารธรรมดา

นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ขสมก.ได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางอนุมัติ ปรับอัตราค่าขนส่งและค่าบริการเพิ่มเติมจากค่าโดยสารในอัตรา 1.50 บาท ตลอดสายในทุกเส้นทางที่เดินรถธรรมดา เฉพาะช่วงเวลา 23.00-05.00 น. ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าทางรถร่วม ขสมก.ได้ปรับราคาค่าโดยสารไปแล้ว ขณะที่ ขสมก.ประสบภาวะขาดทุน และในช่วงเวลาดังกล่าวควรปรับขึ้นค่าโดยสารให้ใกล้เคียงเพื่อลดต้นทุนและลดการแบกรับภาระการขาดทุนสะสม โดยรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) อัตราค่าโดยสาร 6.50 บาท ปรับเป็น 8 บาท และรถโดยสารธรรมดา (ครีมขาว) อัตราค่าโดยสาร 7.50 บาท ปรับเป็น 9 บาท ส่วนรถโดยสารปรับอากาศยังเก็บค่าโดยสารในอัตราเดิม

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าราคาดังกล่าวยังคงต่ำกว่าค่าบริการของการให้บริการสาธารณะประเภทอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้า ,รถตู้โดยสาร ,รถสามล้อเครื่อง, รถแท็กซี่ และรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง โดยขสมก.ได้จัดทำป้ายปิดประกาศบนรถโดยสารประจำทาง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารได้รับทราบ

หวัง AFET ดันราคายางพุ่ง

รมช.เกตรฯตั้งเป้าซื้อขาย ยางกว่า 2 แสนตันในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ดึงราคายางในประเทศ 110 บาทต่อกก. ดีเดย์ ก.ค.นี้ได้แน่

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้นัดหารือกับตัวแทนสมาคมยางพาราไทยในวันที่ 21 พ.ค.นี้ เพื่อหาแนวทางร่วมกันผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายยางพารา และเป็นผู้กำหนดราคายางพาราของโลก โดยการผลักดันการซื้อขายยางผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าของไทย หรือ AFET ซึ่งทุกฝ่ายต้องการให้สามารถขับเคลื่อนโครงการนี้ได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ เข้าสู่ฤดูกรีดยางรอบใหม่ของไทย และมีเป้าหมายราคายางในโครงการที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม

“เป้าหมายเราคือการส่งเสริมการซื้อยางผ่าน AFET เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายยางแทนที่จะไปซื้อขายกันที่ตลาดโตคอมประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ เป้าหมายที่จะซื้อขายยางผ่าน AFET คาดว่าจะอยู่ประมาณ 2 แสนตัน หรือเท่ากับปริมาณยางส่วนเกินในตลาดยางไทย แต่โครงการดังกล่าวจะไม่ใช้เงินของรัฐในการดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นนิมิตหมายใหม่ของวางการยางพาราไทย เนื่องจากนโยบายนี้ภาคเอกชนที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ หรือ 5 เสือในวงการยางพาราโลกของไทย จะเข้ามาร่วมมือด้วย”นายยุทธพงศ์กล่าว

ทั้งนี้รมช.เกษตรฯ เชื่อว่าหากโครงการนี้เกิดในอนาคตรัฐบาลจะไม่ต้องมีโครงการรับซื้อยางของรัฐบาลออกมา เนื่องจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะเป็นตัวนำราคาตลาดทำให้เอกชนและสถาบันเกษตรที่มีธุรกิจรับซื้อและแปรรูปยางเกิดการแข่งขันซื้อยางในระบบ

สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพาราเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ประชุมได้รับทราบประเด็นปัญหาเงินค้างจ่ายให้กับสถาบันเกษตรที่องค์การสวนยาง(อสย.)ยังไม่สามารถจ่ายได้ 217 ล้านบาทเนื่องจากเอกสารการซื้อขายยางไม่ชัดเจน ทั้งนี้ พบว่าในจังหวัดกระบี่มียอดเงินค้างจ่ายมากที่สุดประมาณ 92 ล้านบาท และจ.ตรังจำนวน 62 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตรวจสอยข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จใน 7 วัน หากใน 7 วันยังไม่สามารถเคลียร์บัญชีได้จะตัดสิทธิ์การขายยางของสถาบันเกษตรกรดังกล่าว

ทั้งนี้แหล่งข่าวในการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯเปิดเผยว่าในที่ประชุมนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผอ.อสย. ชี้แจงที่ประชุมว่า ขณะได้รับโทรศัพท์จากเกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากว่าใกล้เปิดเทอมแล้วจำเป็นต้องใช้เงิน แต่สถาบันเกษตรกรที่ขายยางไปยังไม่จ่ายเงินให้

สั่ง รฟม.คุยซื้อรถไฟสายสีม่วง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม.ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมในโครงการจ้างบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีเอ็มซีแอล เป็นผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อบางใหญ่ ใน 2 ประเด็น คือ 1.ราคาจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าสูงกว่ากรอบราคาของ รฟม.ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งมอบให้ รฟม.ไปเจรจากับบีเอ็มซีแอลเพื่อต่อรองราคาขบวนรถไฟฟ้าต่อไป

ส่วนตัวเห็นว่าราคาจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าต้องอยู่ในกรอบถึงจะเหมาะสม เพราะหากต่อรองไม่ได้ก็ตอบสังคมไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมเคยให้รฟม.ไปต่อรองราคาแล้ว แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องปรับลดเท่าใด” นายชัชชาติ กล่าว

ประเด็นที่ 2.คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ขอให้ รฟม.จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดหาผู้ให้บริการเดินรถไฟช่วงสถานีบางซื่อเตาปูน จำนวน 1 สถานี ว่าจะดำเนินงานและมีแผนลงทุนอย่างไร โดยสถานีดังกล่าวจะเชื่อมจากรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีผู้ให้บริการเดินรถรายเดียวกัน คือ บีเอ็มซีแอล ซึ่งในวันที่ 17 พ.ค.นี้ คณะกรรมการมาตรา 13 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 จะประชุมเพื่อหารือในเรื่องนี้

ทั้งนี้ คาดว่ารฟม.จะสรุปรายละเอียดทั้ง 2 ประเด็น เสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อเสนอครม.ภายในเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งยอมรับว่าหากการเจรจาต่อรองเรื่องการเดินรถไฟสายสีม่วงล้าช้าออกไปและไม่สามารถเสนอครม.ได้ทันภายในเดือนพ.ค.นี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงให้ล่าช้า

ด้านนายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีมติให้รฟม.พิจารณาราคาขบวนตรถไฟฟ้าให้สอดคล้องกับผลการศึกษาตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ แต่ไม่ได้ระบุตัวเลขว่าต้องต่อรองเท่าใด ซึ่งการปรับลดราคาขบวนรถไฟฟ้านั้นบีเอ็มซีแอลจะเป็นผู้พิจารณา เมื่อได้ข้อสรุปจากบีเอ็มซีแอลรฟม.จะได้นำเสนอให้ครม.ตัดสินใจ เพราะถือเป็นอำนาจของรัฐบาลในการพิจารณา ส่วนขั้นตอนการเจรจาต่อรองราคาที่ใช้เวลานานออกไป จะกระทบต่อการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงหรือไม่สนั้น ตนไม่ขอให้ความเห็น

นายชัชชาติ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)จะลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานรถไฟประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาความร่วมมือรวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ในโครงการรถไฟ ซึ่งจะเน้นการหารายได้เชิงพาณิชย์ ทั้งการส่งเสริมให้มีร้านค้า และโรงแรมภายในสถานีรถไฟหรือบริเวณใกล้เคียง

คาดไฟพีกต่ำกว่าเป้า

นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย ผู้ช่วยผู้ว่าการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในปี 2556 คาดว่าจะเป็นตัวเลขพีกที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ระดับ 26,423 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ตัวเลขพีกจะอยู่ที่ 27,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนน้อยลงจากปริมาณฝนตกในหลายพื้นที่ ประกอบกับได้เข้าสู่ช่วงกลางเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นฤดูฝนแล้ว

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดไฟพีกอีกครั้ง หลังจากทำสถิติปี 2556 ไปแค่ 1 ครั้ง โดยหลังจากนั้นตัวเลขไฟพีกก็ยังไม่ทำลายสถิติได้อีก ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ตัวเลขการใช้ไฟสูงสุดยังอยู่ที่ 26,109 เมกะวัตต์ เท่านั้น

ปตท.บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นนอกสถานที่เป็นรายแรกของประเทศ ใช้ชื่อว่า “FitStation Mobile Service” เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร โดยจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป

สำหรับการบริการแบบใหม่นี้ จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ เปลี่ยนอะไหล่เบาต่างๆ เช่น ไส้กรอง ใบปัดน้ำฝน และบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์อีก 12 รายการ รวมทั้งยังมีบริการตรวจสภาพและวิเคราะห์ปัญหาการทำงานของรถยนต์ด้วยเครื่อง OBD (OnBoard Diagnostics) อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นนอกสถานที่ 1 คัน แต่ในอีก 5 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มรถอีก 35 คัน โดยในช่วงแรกจะให้บริการฟรีหากใช้น้ำมันหล่อลื่นของ ปตท.

เปิดเออีซี วีค

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งพัฒนาสร้างเครือข่าย AEC เป็นรูปธรรม จัด "AEC Week” โชว์ศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยไตรมาสแรกอาเซียนโตเฉียด 6%

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(สค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20 – 29 พ.ค.นี้ กรมฯได้จัดงานกิจกรรมใหญ่ “AEC WEEK” เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจ และนำประโยชน์จากการที่ไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปลายปี 2558 นี้ ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตสินค้าคุณภาพสูง มีเครือข่ายโลจิสติกส์ทางการค้าที่เข้มแข็ง โดยมีกิจกรรมที่หลากหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

ทั้งนี้ จะมีกิจกรรมหลากหลายเริ่มตั้งแต่การจัดสัมมนา ประชุม เสวนา การให้คำปรึกษาด้านการตลาดเชิงลึก การเปิดตัวศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เปิดตัวชมรมนักธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมนำผู้ซื้อสินค้าอาหารรายสำคัญเข้าร่วมงานแสดงสินค้าไทยเฟ็กซ์ 2556 งานแสดงสินค้าข้าว 2556 การดูงานในต่างจังหวัดถึงแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความมั่นใจคุณภาพของสินค้าไทย เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในช่วงตลอด 10 วันกว่า 7 หมื่นราย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน