
ดันซอฟต์แวร์ไทยแตะแสนล้านใน5ปี
ซิป้าลุย ครีเอทีฟ อีโคโนมี ดันอุตฯ ซอฟต์แวร์ล้ำฮาร์ดแวร์ พุ่งแตะ 1.2 แสนล้านบาท ใน 5 ปี
ซิป้าลุย ครีเอทีฟ อีโคโนมี ดันอุตฯ ซอฟต์แวร์ล้ำฮาร์ดแวร์ พุ่งแตะ 1.2 แสนล้านบาท ใน 5 ปี
นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต่อจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาในรูปแบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอฟที อีโค โนมี) 5 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การแพทย์ อาหารและการเกษตร และอัญมณีและเครื่องประดับ
ทั้งนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมไอทีมีมูลค่ารวมกันประมาณ 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ฮาร์ดแวร์ 60% และ ซอฟต์แวร์ 40% หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท แต่ในอีก 510 ปีข้างหน้า การเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะสวนทางกับฮาร์ดแวร์ที่มีแนวโน้มลดลง โดยซอฟต์แวร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 60% หรือ 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่ฮาร์ดแวร์จะลดลงเหลือ 40%
สำหรับซิป้า จะเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจ และพัฒนาบุคลากร คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความสามารถไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางซอฟต์แวร์แห่งเอเชีย (Software Expo Asia) โดยใช้ไทยเป็นฐานให้ผู้ประกอบการธุรกิจแล้วต่อยอดได้
“ซิป้าต้องทันกับสถานการณ์ เน้นสร้างเครือข่ายซอฟต์แวร์ไทยไปเวทีโลก สร้างสมาคมซอฟต์แวร์ไทยในประเทศต่างๆ เพื่อติดสปริงบอร์ดให้ซอฟต์แวร์ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายไตรรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ ซิป้ายังมีแผนพัฒนา เชียงใหม่ ดิจิคราฟต์ เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ขณะที่ ดิจิตอล คอนเทนต์ เซ็นเตอร์ ใน จ.ขอนแก่น เน้นพัฒนาเพื่อรองรับกลุ่มคนจากประเทศในยุโรป ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ให้เติบโตมากขึ้นได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ซิป้ายังมีปัญหาเรื่องความคล่องตัวในการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ติดปัญหาด้านกฎระเบียบการเป็นองค์การมหาชน และความล่าช้าในการขออนุมัติงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างเต็มที่มากนัก
นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวว่า สาเหตุที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโตมากขึ้นนั้น มาจากแนวโน้มในตลาดโลกที่เปลี่ยนไป 3 ปัจจัยหลักคือ 1.เอสเอ็มอี มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์สตอเรจ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่ลงทุนมากเพราะแนวโน้มจะเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ปลายทาง ดังนั้น การซื้อขายซอฟต์แวร์สตอเรจ จะไม่เติบโตในเอสเอ็มอี เพราะจะหันมาใช้ซอฟต์แวร์มากขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มเอนเตอร์ไพรส์มีการลงทุนมากขึ้นในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการพัฒนาการบริการมากขึ้น และ 3.ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับระบบประมวลผลขนาดใหญ่ (คลาวด์ คอมพิวติ้ง) มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ภาครัฐเปิดรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เพื่อให้มีต้นทุนถูกที่สุด ส่งผลให้ตลาดซอฟต์แวร์เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น
“ไทยต้องพัฒนาตัวเองและกล้าเข้าหาลูกค้ามากขึ้น ถือเป็นหัวใจที่ทำให้ไทยแข่งขันกับเมืองนอกได้ เพราะที่ผ่านมา ไทยจะรับเอ้าท์ซอร์สจากมาเลเซียมาอีกที ซึ่งจุดนี้เองที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ คือกระตุ้นให้เกิดการ สร้างงาน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบจำนวนมากก็ได้” นายอดิเรก กล่าว







