
หนุนนักพัฒนาไทย ต่อยอดบริการ 3 จี
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการไปแล้ว ผู้ให้บริการกำลังทยอยโอนถ่ายลูกค้าในสังกัดเดิมเข้าไปสู่สังกัดใหม่เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีขึ้น เร็วขึ้น เสถียรขึ้น รวมถึงจะได้ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานที่กำหนดไว้ 25-30% อีกด้วย ถือเป็นผลลัพธ์ที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับภาคเอกชนที่อยู่ใต้สัมปทานมาหลายสิบปี และในมุมของอุตสาหกรรม นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเติบโตต่อไปของ 3จี และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะตามมา คือ การสร้างอีโคซิสเต็มส์ หรืออธิบายได้ว่าความครบถ้วนของระบบ นั่นคือต้องมีโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีเครื่องลูกข่ายที่รองรับบริการ และต้องมีบริการให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ด้วย หนึ่งในนั้นคือแอพพลิเคชั่น ที่จะมาต่อยอดการใช้งานของ 3จี ให้ขยายตัวมากขึ้นไป ที่ผ่านมาอาจจะเห็นรูปแบบของแอพพลิเคชั่นจำนวนมากที่ออกสู่ตลาด และได้รับความนิยม ซึ่งสำหรับประเทศไทยถือว่ายังน้อยมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการสร้างนักพัฒนาใหม่ๆ ออกสู่ตลาด
แนวคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นโครงการสร้างนักพัฒนาขึ้น ซึ่ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการมือถือที่เริ่มต้นโครงการ เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ วีคเอนด์ ที่เฟ้นหานักพัฒนาไทยที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ผลงานและตอบรับกับธุรกิจได้ เพื่อส่งให้ไปถึงระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก เพราะตลาดแอพพลิเคชั่นไม่ได้จำกัดแค่เส้นพรมแดน เมื่อขึ้นไปอยู่บนแอพสโตร์แค่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือก็ดาวน์โหลดใช้ได้ทันที
ปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล เอไอเอส เปิดเผยว่า เป็นปีที่ 2 ที่เอไอเอสจัดกิจกรรมนี้และมีนักพัฒนากว่า 500 ชีวิต จาก 116 ทีมเข้าร่วม จากนั้นคัดเหลือ 25 ทีม มาร่วมกันพัฒนาสินค้าและบริการต้นแบบ และคัดจนเหลือ 5 ทีมสุดท้ายเพื่อเข้าหลักสูตรอบรม บูท แคมป์ ในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกคนมีความคิดริเริ่มที่แตกต่างและสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายต้องพิจารณาความเป็นไปได้และโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นเพราะหากเป็นสินค้าและบริการที่ไม่สามารถสร้างรายได้ การจะก้าวต่อไปในอนาคตก็เป็นเรื่องยาก นี่คือสิ่งที่เอไอเอสต้องการจะชี้ให้เห็น
ณ เวลานี้ ได้คัดเลือก 5 ทีมสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย 1.ทีม Close Tag กับผลงาน Mini CRM Platform ที่จะมาพลิกรูปแบบใหม่ของการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า 2.ทีม Noonswoon กับแอพพลิเคชั่นแนว Match Maker พร้อมไอเดียสุดหวือหวา คอนเนกคนโสดในเมืองใหญ่ 3.ทีม Octogon กับแนวคิด Social Second Screen สร้างมิติใหม่ของจอบันเทิงส่วนตัว ให้สนุกพร้อมกับกลุ่มเพื่อนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน ผ่านลูกเล่น Interactive 4.ทีม Stock Guru แอพพลิเคชั่นเพื่อคอหุ้นรุ่นหนุ่มสาว ในมาดใหม่สไตล์ Virtual Trading ที่ทำให้การซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องง่ายและสนุก และ 5.ทีม TripPacker แอพพลิเคชั่นนำเที่ยวแนวใหม่ เอาใจคนชอบลุย ที่เบื่อการท่องเที่ยวจำเจแบบเดิมๆ
ผลงานของทั้ง 5 ทีมต่างมีแนวคิดและคอนเทนต์ที่โดดเด่น แตกต่าง และมีศักยภาพในการพัฒนาออกสู่ตลาดได้ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มือถือยุค 3จี ใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยแต่ละทีมได้รับเงินรางวัล 1 แสนบาทจากเอไอเอสและอีก 1 แสนบาทจากซิป้า และได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจาก ไมโครซอฟท์, วินโดวส์โฟน เวิร์กช็อปจากโนเกีย ที่ปรึกษาธุรกิจจาก Eggidea และ Coworking Space จากฮับบา
ทั้งหมดคือการบ่มเพาะให้เกิดนักธุรกิจพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ เรียกว่าจบคอร์สนี้เมื่อไหร่ พัฒนาแอพพลิเคชั่นออกตลาดได้ทันที และทีมที่ชนะเลิศจะได้รับทุนพัฒนา 6 แสนบาท และการสนับสนุนแผนตลาดจากเอไอเอส
“ทั้ง 5 ทีมที่เข้ารอบและอีก 20 ทีมที่ไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย สามารถมาเสนอผลงานเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสได้ตลอดเวลา เวทีนี้เปิดกว้างเสมอ ทุกทีมสามารถพัฒนาต่อยอดไอเดียเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจร่วมกับเอไอเอสในอนาคตได้” ปรัธนา กล่าว
เช่นเดียวกับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่ปั้นโครงการ dtac Accelerate ผลักดันนักพัฒนาไทยไปสู่ซิลิคอนแวลลีย์ ศูนย์กลางนวัตกรรมไฮเทคของโลก เพราะเชื่อว่า ซิลิคอน แวลลีย์ คือโอกาสสำคัญที่นักพัฒนาหัวคิดก้าวไกล จะได้เจอกับนักลงทุน พันธมิตรที่จะต่อยอดสู่ความสำเร็จ
กระทิง พูนผล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของดีแทค กล่าวว่า สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนา ทั้งพันธมิตร นักลงทุนคือปัจจัยสำคัญของนักพัฒนา ที่จะต่อยอดออกไปสู่นอกกรอบข้อจำกัด และทุกอย่างมีอยู่ที่ ซิลิคอน แวลลีย์ ซึ่งดีแทคเห็นถึงความสำคัญและโอกาสในจุดนี้ จึงต้องการส่งเสริมให้นักพัฒนาไทยได้ไปอยู่บนจุดที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นให้คนไทยลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ
“ที่ซิลิคอน แวลลีย์ มีบริษัทชั้นนำด้านไอทีของโลก เช่น กูเกิล ยูทูบ แอปเปิล เอชพี ซิสโก้ เกิดขึ้นที่นั่น และมีอีกหลายพันบริษัทที่พร้อมจะร่วมทุนเพื่อทำลายข้อจำกัดเรื่องเงินทุนให้นักพัฒนา” กระทิง กล่าว
ปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด ดีแทค กล่าวว่า โครงการ dtac Accelerate ได้ร่วมมือกับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมให้คำปรึกษาและพัฒนาทีมนักพัฒนาไทย และทีมที่ชนะเลิศจากไทย จะได้ไปซิลิคอน แวลลีย์ เข้าร่วมโครงการ แบล็คบ็อกซ์ คอนเน็ค เพื่อนำเสนอผลงานกับกลุ่มนักลงทุน ส่วนทีมรองชนะเลิศจะได้ร่วมโครงการ Accelerator Program ระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ เบื้องต้นจะคัดเลือกเหลือ 30 โครงการ ซึ่งรอบแรกจะประกาศในเดือน พ.ค.นี้ และคัดเหลือ 10 โครงการสุดท้ายเพื่อพัฒนาจริง และหาผู้ชนะเลิศในเดือน ก.ย. เพื่อก้าวไปสู่จุดเริ่มต้นที่ซิลิคอน แวลลีย์
นอกจากสองโครงการดังกล่าวแล้ว ยังมีโครงการสตาร์ทอัพเกิดขึ้นอีกหลายโครงการในประเทศไทย นักพัฒนาไทยต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง มองหาเครื่องมือที่จะช่วยหนุนส่งให้ผลงานมีโอกาสยกระดับและก้าวพ้นกรอบเดิมๆ ทลายกำแพงข้อจำกัดเพื่อมุ่งสู่ตลาดระดับโลก







