
ชูไทยฮับเมล็ดพันธุ์
ยกจุดเด่นการผลิตส่งออกจี้รัฐปรับกฎพัฒนาองค์ความรู้
ยกจุดเด่นการผลิตส่งออกจี้รัฐปรับกฎพัฒนาองค์ความรู้
ดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิตเมล็ดพันธุ์อาเซียน ตั้งเป้าปี 2558ส่งออกมูลค่า 8,000 ล้านบาท
นายสาวิตร แสงจันทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เปิดเผยว่า บริษัทจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์ของอาเซียน เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของไทยในการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ ประกอบกับเกษตรกรไทยมีองค์ความรู้เรื่องการผลิตเป็นอย่างดี จึงมีความพร้อมที่จะพัฒนาให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2554 ประเทศไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์ได้มากถึง 2.5 หมื่นตัน มูลค่า 4,000ล้านบาท รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์เป็น 8,000 ล้านบาท ภายในปี 2558
บริษัทเห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้การผลิตและส่งออกเติบโต คือ ปริมาณการบริโภคผักของคนในอาเซียนและเอเชียใต้อยู่ที่ 5060 กิโลกรัม/คน/ปี ซึ่งน้อยกว่าคนในภูมิภาคอื่นประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้แนวโน้มในตลาดอาเซียนยังขยายตัวได้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม การจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ส่วนหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้านการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงต้องพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับภาคเอกชนซึ่งการที่รัฐบาลดำเนินโครงการคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์พืชเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดการส่งออกเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมไทยโดยเฉพาะพืชผักยังมีความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ปัญหาโรคและแมลง เพราะขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือการเพาะปลูกที่มีคุณภาพ และเข้าไม่ถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเกษตรกรรม
ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทได้เข้าไปเปิดโรงงานในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยมีประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ ขณะที่เมียนมาร์อยู่ระหว่างการไปตั้งออฟฟิศ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความต้องการสูง มีอัตราการเจริญเติบดี โดยแต่ละประเทศก็จะมีการผลิตพืชผักที่คล้ายกัน ซึ่งประเทศอินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มียอดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์สูงสุด เพราะมีประชากรมาก
สำหรับการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเปิดเออีซี มีการลงทุนในด้านการพัฒนาและวิจัยมากขึ้น โดยมีงบวิจับปละพัฒนา 12-15% ของยอดจำหน่าย และบริษัทได้เข้าไปทำงานร่วมกับรัฐบาลมากขึ้นเช่นเดียวกัน







