
กนง.มองส่งออกยังดันเศรษฐกิจไทยสดใส
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ กนง.ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 ที่ผ่านมา โดย กนง.ระบุว่า การส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ต่อเนื่องถึงปี 2557
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ กนง.ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 ที่ผ่านมา โดย กนง.ระบุว่า การส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ต่อเนื่องถึงปี 2557
นอกจากนี้ การส่งออกจะรักษาแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง
“การส่งออกมีแนวโน้มว่าจะกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในช่วงหลังของปี 2556 ต่อเนื่องปี 2557 ซึ่งจะช่วยรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่อเนื่องหลังมาตรการของภาครัฐบางส่วนสิ้นสุด” กนง.รายงาน ครม.
กนง.ประเมินว่า ภาวะการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอต่อความจำเป็นของเศรษฐกิจ แต่ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยังมีสูงกว่าความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม กนง.ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินเชื่อภาคครัวเรือนบางประเภทที่ขยายตัวสูงเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดย กนง.เห็นควรให้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เพื่อป้องกันความไม่สมดุลที่อาจก่อตัวขึ้นในระบบเศรษฐกิจการเงินได้อย่างทันการณ์
กนง.รายงานว่า ครึ่งปีหลังของปี 2555 ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกยังคงจำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตเพื่อส่งออก ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐและการบริโภคเอกชนขยายตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นต้น
นอกจากนี้ กนง.ประเมินว่า (เดือนม.ค.2556) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 4.9% โดยอาศัยอุปสงค์ในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่การบริโภคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกระยะหนึ่งจากความต่อเนื่องของมาตรการรถคันแรก การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีผลบังคับใช้ในปีนี้ และปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.8%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (อย่างไรก็ดี เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กนง.)ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในรายงานนโยบายการเงินประจำเดือน เม.ย.ปีนี้ ว่า จีดีพีปีนี้น่าจะขยายตัวที่ระดับ 5.1% จากเดิมที่คาดไว้ในเดือน ม.ค. ที่ระดับ 4.9% ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะโตที่ระดับ 5% จากเดิมที่คาดไว้ 4.8%
สาเหตุที่ กนง.คาดว่าจีดีพีสูงขึ้น เพราะมองปัจจัยเรื่องแรงส่งทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมายังมีต่อเนื่อง สะท้อนได้จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาโตได้สูงถึง 18.9% ทั้งปีโต 6.4% น่าจะเป็นแรงส่งที่ดี บวกกับแรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากภาครัฐ ที่เดิมไม่ได้เอามาประเมินในประมาณการการเติบโต รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น น่าจะหนุนการส่งออกเติบโตได้ดีขึ้น สนับสนุนให้เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้ายังเติบโต
นอกจากนี้ กนง.ยังได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ลดลงเหลือ 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.7% และปีหน้าคาดไว้ที่ระดับ 1.7% จากเดิม 1.6% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดไว้ที่ 2.7% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 2.8% และปีหน้าคาดไว้ที่ 2.7% จากเดิม 2.6% อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปต้องติดตามแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องและภาวะแรงงานตึงตัว ต้นทุนแรงงานที่สูง รวมทั้งต้องติดตามดูราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยการประมาณการรอบนี้ได้ปรับราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มเป็น 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
กนง.มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังดีต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านภาวะเงินทุนที่ผ่อนคลายจูงใจให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น รวมทั้งหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอาจจะกระทบความสามารถของครัวเรือนในการรับแรงกระทบจากวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วที่สร้างความผันผวนให้อัตราแลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิดพอสมควร







