
อัดงบ581ล.หนุนเอสเอ็มอี
หวังช่วยประหยัดพลังงานลดต้นทุนตั้งเป้าดึง2,000โรงงานเข้าร่วม
หวังช่วยประหยัดพลังงานลดต้นทุนตั้งเป้าดึง2,000โรงงานเข้าร่วม
เคาะงบ 581.44 ล้านบาท แจก 2 หน่วยงาน สนพ.พพ. หนุนมาตรการช่วยลดต้นทุนพลังงานเอสเอ็มอี
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ทางคณะอนุกรรมการกองทุนฯ เห็นชอบสนับสนุนงบประมาณจำนวน 581.44 ล้านบาท ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
ทั้งนี้ เพื่อนำไปดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1.อนุมัติงบให้กับ สนพ.จำนวน 420.44 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการเอสเอ็มอี ประหยัดไฟ ช่วยไทยลดใช้พลังงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้สถานประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการ
ทาง กฟภ.มีแผนส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานแทนการใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานมากถึง 50% โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนหลอดประหยัดพลังงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 100 ล้านหลอด หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้พลังงานแสงสว่างจากเดิมที่ใช้อยู่ 4,800 เมกะวัตต์ เหลือ 2,400 เมกะวัตต์
เบื้องต้นจะเริ่มโครงการนำร่องเปลี่ยนหลอดประหยัดพลังงานก่อนจำนวน 5 ล้านหลอด ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการ โดยเอสเอ็มอีจะเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหลอดไฟ หลังจากนั้นจะวัดผลของการประหยัดพลังงาน ซึ่งผลของการประหยัดที่ได้ ทาง สนพ.จะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมตามผลประหยัดจริง 1 บาทต่อ 1 หน่วยการลดพลังงาน
ด้านเป้าหมายการสนับสนุนกำหนดวงเงินไว้ 300 ล้านบาท ต่อ 300 ล้านหน่วยการลดพลังงาน สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ กฟภ.
2.อนุมัติงบให้ พพ. เพื่อไปดำเนินโครงการสนับสนุนการให้คำปรึกษาเพื่อลดต้นทุนพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีได้รับคำแนะนำในการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้โรงงานสามารถทำการปรับปรุงเครื่องจักรวัสดุและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ในหลักการจะเป็นมาตรการที่ไม่ต้องลงทุนหรือลงทุนน้อย และมีระยะเวลาคืนทุนสั้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว คิดเป็นจำนวนเงิน 161 ล้านบาท ตั้งเป้าโรงงานเอสเอ็มอีเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 2,000 แห่ง
“การดำเนินโครงการทั้งสองโครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้ว ยังช่วยสนับสนุนการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีด้วย โดยคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศลงได้ไม่น้อยกว่า 1.7 หมื่นตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ปีละ 700 ล้านบาท” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2556 โดยกระทรวงพลังงานในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านพลังงานของประเทศ จึงได้จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการดำเนินกิจการ
นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า ทาง พพ.จะให้การสนับสนุนการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งวัสดุและอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน การซื้อเครื่องจักรวัสดุและอุปกรณ์ทดแทนของเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำ เป็นต้น
ทั้งนี้ จะสนับสนุนการลงทุนสัดส่วน 20% ของราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งตามราคากลางที่กำหนด ในวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย และต้องเป็นมาตรการที่มีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 7 ปี
ทั้งนี้ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน เช่นการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นต้น,การซื้อเครื่องจักรวัสดุ อุปกรณ์ทดแทนของเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำ เป็นต้น
ทางพ.พ.จะให้การสนับสนุนการลงทุนสัดส่วน 20%ของราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งตามราคากลางที่กำหนด ในวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย และต้องเป็นมาตรการที่มีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 7 ปี
โดยส่งเสริมวัสดุและอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานเอสเอ็มอีจะ ทั้งนี้นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) กล่าวว่าโครง
ปัจจุบันเทคโนโลยีของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพทำให้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้มาก แต่การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เนื่องจากมีการลงทุนสูงกว่าเครื่องจักรอุปกรณ์ทั่วไป และสถานประกอบการยังมีความลังเลที่จะดำเนินการ เนื่องจากไม่มีความมั่นใจในผลตอบแทน หรือความคุ้มค่าในการลงทุน







