
ไทยเดินสายดันเจรจากรอบโดฮา
ไทยเดินทางหารือประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมดึงสหรัฐ ญี่ปุ่น อียู อินเดียเข้าร่วมหวังกำหนดท่าทีการเจรจาสินค้าเกษตรใต้กรอบรอบโดฮา
ไทยเดินทางหารือประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมดึงสหรัฐ ญี่ปุ่น อียู อินเดียเข้าร่วมหวังกำหนดท่าทีการเจรจาสินค้าเกษตรใต้กรอบรอบโดฮา
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมตัวจะเดินทางเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการค้าและการเกษตรของประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก (กลุ่มเคร์น) 19 ประเทศ ณ เมืองปุนตา เดล ตาเอสเต ประเทศอุรุกวัย ระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย. 2553 เพื่อผลักดันการเจรจาสินค้าเกษตรภายใต้การเจรจากรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ให้มีความคืบหน้า หลังจากการเจรจามีความขัดแย้งอย่างมากในเรื่องการเปิดตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจารอบโดฮายังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ หลังจากเริ่มเจรจามากว่า 8 ปีแล้ว
ทั้งนี้ ในกลุ่มเคร์นต้องการตรวจสอบท่าที และมีท่าทีร่วมกันออกมา โดยคาดหวังว่าการเจรจาในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้ปิดกรอบการเจรจาได้ เพราะไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มเคร์นจะมาหารือกันเอง ยังได้มีการเชิญประเทศนอกกลุ่ม แต่เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาสินค้าเกษตร เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น จีน อินเดีย อียิปต์ และเม็กซิโก มาร่วมประชุมด้วย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน
"หากการเจรจารอบโดฮาบรรลุผลได้ จะทำให้สินค้าเกษตรของไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดเพดานการอุดหนุนภายในลงประมาณ 60-80% และยกเลิกการอุดหนุนส่งออกภายในปี 2556 ซึ่งจะเปิดตลาดกว้างมากขึ้นจากการที่สมาชิก ดับเบิลยูทีโอทั่วโลกจะต้องลดภาษีสินค้าเกษตรลงมา แต่ไทยก็ต้องเตรียมพร้อมในการแข่งขัน จากการที่ไทยต้องลดภาษีลงมาเช่นเดียวกัน” นายอลงกรณ์กล่าว
ขณะเดียวกันไทยได้มีการกำหนดที่จะหารือ 2 ฝ่าย กับประเทศชิลี อินเดีย จีน และบราซิล โดยเฉพาะบราซิลในฐานะผู้นำกลุ่มเมอร์โคซูร์ หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคอเมริการใต้ ประกอบด้วย บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย ซึ่งขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับกลุ่มเมอร์โคซูร์ โดยไทยได้มีการศึกษาเรื่องนี้ในเบื้องต้นพบว่าจะได้ประโยชน์ในการส่งออกสินค้า เช่น ยางและผลิตภัณฑ์ ถุงมือยาง น้ำมันและไขมันพืช สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
นอกจากนี้ จะเดินทางไปเยือนเปรูระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย.2553 เพื่อหาทางเพิ่มช่องทางการค้า การลงทุน และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้ากับผู้แทนภาครัฐ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และผู้นำเข้าสินค้าไทยรายสำคัญ รวมถึงการเร่งรัดให้เอฟทีเอที่ได้ลงนามไปเมื่อเดือนพ.ย.2552 มีผลบังคับใช้ เพื่อให้ไทยสามารถใช้เปรูเป็นประตูไปสู่ภูมิภาคอเมริกาใต้ ซึ่งมีประชากรกว่า 380 ล้านคน







