
เสียดาย
ในต่างประเทศการใช้เว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์เพื่อดำเนินธุรกิจ การค้า ถือว่าได้รับความนิยมและยอมรับจากผู้บริโภค ด้วยระบบที่สร้างความเชื่อมั่นทั้งในแง่สินค้าและการบริการที่เป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ และน่าไว้วางใจ ที่สำคัญง่ายและสะดวกสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย การเติบโตในช่องทางนี้จึงขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในต่างประเทศการใช้เว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์เพื่อดำเนินธุรกิจ การค้า ถือว่าได้รับความนิยมและยอมรับจากผู้บริโภค ด้วยระบบที่สร้างความเชื่อมั่นทั้งในแง่สินค้าและการบริการที่เป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ และน่าไว้วางใจ ที่สำคัญง่ายและสะดวกสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย การเติบโตในช่องทางนี้จึงขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ eMarketer.com ทำการรวบรวมข้อมูลยอดขายอีคอมเมิร์ซ (Ecommerce) ในทุกภูมิภาคทั่วโลกผ่านหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาดในแถบอเมริกาเหนือ ที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 13.9% หรือกว่า 3.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ eMarketer ยังชี้ให้เห็นว่าตลาดเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะขึ้นมาเป็นภูมิภาคที่มีอิทธิพลต่อยอดขายมากกว่าอเมริกาเหนือในอีกไม่นาน โดยทางเว็บไซต์ประเมินว่าอัตราการเติบโตของอเมริกาเหนือจะเริ่มชะลอตัวในปี 2013 นี้ เหลือเพียง 12.2% กลับกันกับทางเอเชียแปซิฟิกที่จะโตขึ้นราว 30% ซึ่งนับเป็นรายได้ราว 4.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว โดยยอดขายหลักจะมาจากจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย
น่าเสียดายที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตไม่มากนักในช่วงที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของระบบ 3จี และ 4จี ที่ย่อโลกการติดต่อ สื่อสาร การเข้าถึงสื่อ เทคโนโลยีและความบันเทิง เข้าสู่ในมือผู้บริโภค รวมถึงโลกการค้าขายจะพัฒนาขึ้นตามลำดับด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ก็น่าเสียดายอีกที่การใช้งานเทคโนโลยีของไทยไม่ค่อยถูกทิศถูกทางสักเท่าไร เกิดเป็นข่าวให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่ต่างประเทศ เขาใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ สร้างแบรนด์กันอย่างคึกคัก บ้านเราก็อย่างที่เห็น การใช้อย่างไม่ระมัดระวังทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย
และอีกอย่างคือการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การใส่ร้าย ป้ายสี ปลุกกระแสมวลชนจนเกิดสงคราม ความแตกแยกอย่างที่รู้ซึ้งกันมาแล้ว ขณะที่ผู้ดูแลเทคโนโลยีถือกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างกระทรวงไอซีทีกลับไม่สามารถจัดการอะไรได้ แม้แต่เว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรียังถูกแฮ็ก ปัญหาจากช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ จึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงไอซีที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จะรื้อจะปรับอย่างไรต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และเข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเข้ามาช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะลำพังความคิดแบบเดิมๆ ที่มีต่อเทคโนโลยีที่ผ่านมา คงไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ไม่งั้นแทนที่จะใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งประชาชน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ให้เป็นช่องทางสร้างโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจรายเล็กรายน้อยได้กลับกลายเป็นช่องทางในการทำลายก็จบกัน







