
จ่อใช้งบคชก.ซื้อปาล์ม50,000ตันดันราคา
“พาณิชย์” ถกแก้ปัญหาปาล์มราคาตก คาดนำกรอบพยุงราคามาใช้ ดันซื้อที่เหลือ 5 หมื่นตัน
“พาณิชย์” ถกแก้ปัญหาปาล์มราคาตก คาดนำกรอบพยุงราคามาใช้ ดันซื้อที่เหลือ 5 หมื่นตัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน จะประชุมกันเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มราคาตกต่ำ หลังจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากขณะที่สต๊อกยังมีอยู่มาก
ทั้งนี้ ในวันนี้ (9 พ.ค. 2556) จะประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดปาล์ม พิจารณานำแนวทางการนำกรอบการพยุงราคาน้ำมันปาล์มที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อนุมัติให้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงสกัดในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 25 บาท ซึ่งขณะนี้ยังเหลือปริมาณรับซื้อจากกรอบอนุมัติครั้งก่อนอีก 5 หมื่นตัน จากทั้งหมด 1 แสนตัน มาช่วยแก้ปัญหา โดยเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอที่ประชุม กนป.อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการเคยมีมติให้ชะลอการรับซื้อรอบสองไว้ก่อน
ทั้งนี้ ตามกรอบดังกล่าวกำหนดช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีพื้นที่ปลูกไม่เกิน 50 ไร่ ในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น สระแก้ว จันทบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี สำหรับราคาผลปาล์มดิบคละล่าสุดเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 2.99 บาท จากต้นทุนของปี 2555 เฉลี่ย กก.ละ 3.02 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยที่ กก.ละ 21.88 บาท โดยมีสต๊อกปลายปี 2555 จำนวน 3.64 แสนตัน
นายบุญทรง ยังกล่าวถึงการขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล หลังจากประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่าทำให้ยากต่อการตั้งราคาขายว่า ต้องรอมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะทำให้เงินบาทมีสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร แต่เบื้องต้นได้กำหนดให้ทำตลาดข้าวในตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และยังมั่นใจว่าการส่งออกข้าวปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายคือ 8.5 ล้านตัน และไทยยังเป็นแชมป์ส่งออกข้าวต่อไป
ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างการสำรวจสถานการณ์การค้าข้าวของผู้ส่งออกว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าเพียงไร ก่อนนำผลสรุปเสนอให้ภาครัฐ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนนโยบายรับจำนำข้าว โดยเฉพาะการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกในปีต่อไป ซึ่งจะเป็นการบรรเทาภาระผู้ส่งออกและรักษาความเป็นผู้นำการส่งออกข้าวไทย
สำหรับการส่งออกข้าวไทยในปีนี้เฉพาะการส่งออกของภาคเอกชน มีความเป็นไปได้มากที่ปริมาณการส่งออกอาจพลาดเป้าหมาย โดยอาจส่งออกได้เพียง 6 ล้านตัน จากเป้าหมายเดิมที่สมาคมคาดการณ์ไว้ที่ 6.5 ล้านตัน ขณะที่ปีก่อนส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน มูลค่า 1.44 แสนล้านบาท เหตุผลหลักมาจากการตั้งราคารับจำนำสูง และค่าเงินบาทแข็งค่า ยิ่งทำให้ข้าวไทยขายได้ยากมากขึ้นอีก







