
ต่างชาติทุ่ม 3หมื่นล้าน ช็อปหุ้นแบงก์-พลังงาน
8...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
ทันทีที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อเย็นย่ำของวันพุธที่ 7 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา ภาพการไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยของต่างชาติตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา หรือรวม 31 วันทำการ มูลค่าซื้อสุทธิเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ได้พลิกผันไปทันตาเห็น วันพฤหัสบดีที่ 8 เม.ย. นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหุ้นไทยเป็นวันแรก มูลค่า 1,403 ล้านบาท และยังไม่หยุดระบายของ ตบท้ายวันศุกร์ทิ้งอีก 1,756 ล้านบาท
ตอนนี้นักลงทุนไทยได้แต่ภาวนาว่านักลงทุนต่างชาติแค่ขายทำกำไรเท่านั้น เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์และมีแรงดึงดูดหลายปัจจัย ทั้งกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตกว่า 10% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 รวมถึงตลาดหุ้นไทยยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 4% และแนวโน้มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งล่าสุดธนาคารโลกมองประเทศไทยดีเหลือเกิน ประกาศปรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 3.5% เพิ่มเป็น 6.2% แม้จะแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศบ้างก็ตาม
“
ชนิตร ชาญชัยณรงค์” ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า อยากให้นักลงทุนได้ทราบข้อมูลถึงภาพการเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้สูงมาก เฉพาะเดือน มี.ค. เพียงเดือนเดียวมากถึง 4.4 หมื่นล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นการเข้าซื้อในหุ้นกลุ่มหลักเพียงไม่กี่กลุ่มจากข้อมูลพบว่า ประมาณ 78% ของยอดซื้อสุทธิของต่างชาติในเดือน มี.ค. หรือคิดเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เป็นการเข้าซื้อในหุ้นกลุ่ม SET50 ส่วนที่เหลือเป็นการกระจายการซื้อสุทธิไปยังหุ้นในกลุ่ม SET51100 ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่ม SET50 และ SET51100 ในช่วงวันที่ 19 ก.พ.31 มี.ค. ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10%
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเลือกลงทุนในบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (บุ๊กแวลู) ส่งผลให้หุ้นเหล่านี้มียอดซื้อสุทธิจากผู้ลงทุนต่างชาติรวม 664 ล้านบาท เทียบกับผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่มียอดขายสุทธิในหุ้นกลุ่มนี้รวม 1,808 ล้านบาท
“เงินทุนต่างชาติรอบนี้วิ่งเข้าหาหุ้นหลักเพียงไม่กี่กลุ่ม คือพลังงานและธนาคาร ซึ่งหุ้นเหล่านี้ล้วนถูกจัดอยู่ใน SET 50 และเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยอยู่ เมื่อหุ้นเหล่านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ดันให้ดัชนีหุ้นพุ่งขึ้นตามด้วย ดังนั้นอยากให้นักลงทุนมองเห็นถึงเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ารอบนี้มาจริง แต่มาในหุ้นไม่กี่กลุ่มเท่านั้น” ชนิตร กล่าวผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้นักลงทุนควรมองหาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ที่มีผลประกอบการดีคอยสนับสนุน ถือว่ายังมีอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ภาวะหุ้นที่ฟื้นตัวทำให้ตลาดหลักทรัพย์ประเมินภาพการระดมทุนในไตรมาส 2 นี้ น่าจะมีหุ้นใหม่เข้าตลาดเพิ่มขึ้น 5 บริษัท แบ่งเป็นการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2 บริษัท คือกลุ่ม ซีไอเอ็มบี ของประเทศมาเลเซีย และบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอ ไอ (mai) มี 3 บริษัท คือ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม บริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ บริษัท ออฟฟิศเมท นอกจากนี้ยังจะมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 2 กอง
ทิศทางการระดมทุนในไตรมาส 2 ออกมาค่อนข้างดี เพราะหุ้นใหม่เหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ให้กับตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 5,0006,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมาร์เก็ตแคปของบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ซึ่งเข้ามาจดทะเบียนตั้งแต่ไตรมาสแรก ด้วยมูลค่าตลาดถึง 4.4 หมื่นล้านบาท และกรณีของบริษัท ธนายง (TYONG) เข้าซื้อหุ้นบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) จะช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแคปให้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
หลังจากนี้ยังมีบริษัทที่คาดว่าจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิง) ในปีนี้อีก 16 ตัว แบ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 8 บริษัท และ mai อีก 8 บริษัท
“
ครึ่งแรกของปีนี้มีตลาดหลักทรัพย์สามารถสร้างมาร์เก็ตแคปได้เกือบ 9 หมื่นล้านบาท ถือว่าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าปีนี้จะเพิ่มมาร์เก็ตแคป 1 แสนล้านบาท แต่คงจะไม่ปรับเพิ่มเป้าหมาย เพราะงานของกลุ่มผู้ออกหลักทรัพย์ในช่วงเวลาที่เหลือมุ่งเน้นการไปชักชวนให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียน ในตลาดหุ้นไทยรูปแบบจดทะเบียนสองตลาด หรือ ดูโอ ลิสติง มากกว่า” ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าว






