
ลุ้นถ่านหินเชื้อเพลิงทางเลือกระวังเจอกับดักมวลชน
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
แม้ช่วง 8 วันของแม้การเฝ้าระวังเกาะติดเหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา สหภาพเมียนมาร์ เมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย อย่างที่เป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาไฟตกไฟดับในบางพื้นที่ แต่กระทรวงพลังงานในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลความมั่นคงพลังงาน คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นโจทย์สำคัญในการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเนื่องจากแผนการหยุดจ่ายก๊าซฯจากพม่า ทั้งแหล่งยาดานา และเยตากุน ซึ่งมีปริมาณการจ่ายก๊าซฯรวม 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต)/วัน จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการซ่อมบำรุงท่อก๊าซฯ เพียงแต่ที่ผ่านมาระหว่าง2ประเทศจะพยายามเจรจาต่อรองให้การหยุดซ่อมบำรุงอยู่ในช่วงวันหยุดยาวของไทย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า
ปัจจุบันความเสี่ยงของไทยในการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้ามีสัดส่วนเกือบ 70% ในขณะที่เชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหินและลิกไนต์ และพลังงานหมุนเวียนในประเทศมีสัดส่วนน้อย ซึ่งการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกิน เป็นจุดเสี่ยงต่อเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้าในประเทศ และไม่เป็นผลดีในระยะยาวแน่นอน ซึ่งล่าของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงที่มากเช่นนี้ทำให้เกิดความเป็นห่วง เพราะ
สุด พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ประกาศจะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าให้เหลือ 45% และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินให้มากกว่า 20% และพลังงานทดแทนเป็น 10%
ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2555-2573 หรือพีดีพี 2012 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ 4 แห่ง กำลังการผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้าง โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ตามแผนพีดีพีจะทยอยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562
แต่เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังถูกคัดค้านต่อต้านอย่างหนัก เพราะยังมีปมเก่าจากปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ยังไม่สามารถลบล้างความบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตได้ รมว.พงษ์ศักดิ์ จึงมีแนวความคิดว่า หาก กฟผ.ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ตามแผน เนื่องจากถูกกลุ่มมวลชนในพื้นที่ต่อต้าน ก็มีทางเลือกใหม่รองรับ โดยเปิดทางให้เอกชนเข้าดำเนินการแทนผ่านรูปแบบของการเปิดประมูลผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ซึ่งจะเป็นรอบที่ 4 หรือมอบหมายให้ กฟผ.ไปว่าจ้างบริษัทเอกชนอื่น หรือบริษัทลูกของ กฟผ.ไปลงทุนก่อสร้างแทน
ในขณะเดียวกัน แนวคิดที่ต้องการให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้านั้น หากพิจารณาจากแผนพีดีพีที่ถูกกำหนดไว้ คงไม่สามารถเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศได้ในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากการเปิดประมูลผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ครั้งล่าสุดถูกระบุให้เป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงจากก๊าซไปแล้ว และขณะนี้เพิ่งปิดการรับยื่นซองประกวดด้านราคาและเทคนิค มีผู้ที่สนใจมายื่น 9 ราย
ดังนั้น ความเป็นไปได้ในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าอีกแนวทางหนึ่ง น่าจะเป็นการซื้อไฟฟ้าประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตจากถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ หรือกัมพูชา ในระยะยาวหากดำเนินการได้ อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้า และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง การไปซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านก็อาจเกิดความเสี่ยงและไร้เสถียรภาพได้เช่นกัน เพราะยังต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากที่อื่นซึ่งไม่ใช่การผลิตในประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีสถานการณ์ทางการเมืองแปรปรวน เป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ด้าน สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. อยู่ในขั้นตอนของการลงพื้นที่สำรวจความเห็นของภาคประชาชนที่ จ.กระบี่ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เพราะตามแผนพีดีพีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกจะเข้าระบบในปี 2562 ส่วนนโยบาย รมว.พลังงาน ที่ต้องการให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน โดยการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น จะต้องมาทบทวนกรอบการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านกันอีกครั้ง
โรงไฟฟ้าถ่านหินคงเป็นคำตอบหนึ่งที่จะบรรเทาปัญหาการพึ่งพิงเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปจนเกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่คงต้องใช้ระยะเวลาทำความเข้าใจกับภาคประชาชนอีกระยะหนึ่งมาก ไม่เช่นนั้นก็ต้องรับสภาพกับความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนค่าไฟที่จะสูงขึ้นทั้งนี้ จากเหตุการณ์การหยุดจ่ายก๊าซฯจากแหล่งพม่า เป็นสัญญาณให้ต้องระมัดระวังการเลือกใช้เชื้อ ขณะเดียวกันในอนาคตแหล่งสำรองก๊าซฯในอ่าวไทยจะเริ่มทยอยหมดลง การจัดหาก๊าซฯจะเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงกว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500600 บาท/ล้านบีทียูเทียบกับก๊าซฯจากอ่าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/ล้านบีทียู เพราะฉะนั้นในระยะยาวคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ค่าไฟฟ้าจะปรับสูงขึ้นอาจแตะระดับ 56 บาท/หน่วยจากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3 บาท/หน่วย
ทางเลือกที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้คือการส่งเสริมโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงทางเลือก หากพิจารณาบนพื้นฐานของเชื้อเพลิงทางเลือกที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามในหลักการบริหารจัดการเลือกเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไฟตกไฟดับ เป็นลำดับแรก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งประชาชน ภาคเศรษฐกิจ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกันภาคประชาชนเองก็ต้องให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพควบคู่กันไปด้วย เพื่อรักษาแหล่งพลังงานในประเทศให้มีใช้ให้นานที่สุดสูงขึ้น







