
ก๊าซแพงประมูลโรงไฟฟ้าเหงา
การประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ครั้งที่ 3 เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจะรับซื้อไฟฟ้าด้วยวิธีเปิดประมูล ในปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 5,400 เมกะวัตต์ และกำหนดให้ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเท่านั้น โดยเริ่มรับซื้อระหว่างปี 2564-2569 มีอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี
การประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ครั้งที่ 3 เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจะรับซื้อไฟฟ้าด้วยวิธีเปิดประมูล ในปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 5,400 เมกะวัตต์ และกำหนดให้ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเท่านั้น โดยเริ่มรับซื้อระหว่างปี 2564-2569 มีอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี
ล่าสุดกระบวนการคัดเลือกไอพีพี มีผู้สนใจเข้ายื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าจำนวน 9 ราย จากผู้ที่มาซื้อเอกสาร 89 ราย โดยจะใช้เวลาในการประเมินคุณสมบัติและความเหมาะสมด้านเทคนิค ระหว่างเดือน เม.ย.มิ.ย. 2556
แม้ว่าผลการพิจารณาไอพีพีจะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามก็คือ เหตุใดจึงมีผู้สนใจมายื่นไอพีพีรอบนี้ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ขณะที่การเปิดไอพีพีครั้งที่ 2 มีผู้มายื่นถึง 20 ราย
เหตุผลหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตก็คือ การกำหนดให้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพราะถูกต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหิน แต่ในระยะยาวจะมีปัญหาการจัดหาก๊าซมาป้อนระบบการผลิตไฟฟ้า เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลงในอีก 8-10 ปีข้างหน้า หากหาแหล่งก๊าซใหม่ในประเทศไม่ได้ ก็ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศที่ราคาสูงมาก
ปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 910 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู ในขณะที่แอลเอ็นจีอยู่ที่ 15-16 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เมื่อต้นทุนราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น อัตรารับซื้อไฟฟ้าก็ต้องปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยคาดการณ์ไว้ว่า แนวโน้มราคาแอลเอ็นจีที่สูงขึ้น จะทำให้ค่าไฟฟ้าของไทยมีโอกาสไปแตะที่ระดับ 6 บาท/หน่วยได้ จากปัจจุบันราว 3.70 บาท/หน่วย







