posttoday
มองโอกาสพลังงานเมียนมาร์

มองโอกาสพลังงานเมียนมาร์

07 พฤษภาคม 2556

แม้จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยก๊าซธรรมชาติ สามารถส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและจีน จนสร้างรายได้จำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่ปัจจุบันเมียนมาร์ยังคงมีปัญหากระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ เกิดปัญหาไฟฟ้าตกดับ เนื่องจากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์เท่านั้น เพราะการลงทุนในโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งยังไม่เพียงพอ

แม้จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยก๊าซธรรมชาติ สามารถส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและจีน จนสร้างรายได้จำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่ปัจจุบันเมียนมาร์ยังคงมีปัญหากระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ เกิดปัญหาไฟฟ้าตกดับ เนื่องจากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์เท่านั้น เพราะการลงทุนในโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งยังไม่เพียงพอ

ต้องยอมรับว่า แม้เมียนมาร์จะมีแรงดึงดูดสำคัญ คือ ความร่ำรวยในทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานราคาถูก แต่ปัญหากระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอก็สร้างความลังเลใจให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติอยู่พอควร

อีกด้านของเหรียญ ความต้องการกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจของเมียนมาร์ ทำให้กิจการโรงไฟฟ้าถือเป็นอีกโอกาสในการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนไทย

“ศุภศิษฏ์ สกลธนารักษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) หรือกรีนเอิร์ท พาวเวอร์ เล่าว่า การลงทุนในโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นโอกาสอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้ทางการเมียนมาร์ต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ซึ่งไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ก็สามารถตอบโจทย์นั้นได้ เพราะใช้งบประมาณลงทุนสูงเฉพาะครั้งแรก แต่เป็นพลังงานสะอาดสร้างได้รวดเร็ว ต่างจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่นที่ใช้เวลา 2-3 ปี

นอกจากนี้ แม้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากทางการเมียนมาร์จะไม่แตกต่างจากไทยนัก แต่ต้นทุนการผลิตในเมียนมาร์จะถูกกว่าที่ไทยมาก คือ ประมาณ 1.35-1.50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ เพราะไม่ต้องซื้อที่ดินแต่เป็นการเช่าระยะยาวจากรัฐบาล และที่สำคัญ คือ ต้นทุนแรงงานราคาถูก

โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา กรีนเอิร์ท พาวเวอร์ ได้ร่วมลงนามในสัญญาบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงพลังงานเมียนมาร์ในการตั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ กำลังการผลิต 210 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง และกำลังการผลิตสูงสุด 350 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นครั้งแรกสำหรับการลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทนี้ในเมียนมาร์

แม้การลงทุนโรงไฟฟ้าในเมียนมาร์จะยังมีโอกาสอีกมาก แต่“ศุภศิษฏ์” เห็นว่า นอกเหนือจากการมีหุ้นส่วนที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีด้านพลังงานทางเลือกมาร่วมลงทุนแล้ว สำคัญที่สุดในการเข้ามาลงทุนในเมียนมาร์ คือ การมีหุ้นส่วนเป็นนักลงทุนท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทจับมือกับนักลงทุนเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการและมีสัดส่วนถือหุ้นของบริษัท 10% ด้วย

นอกจากนี้ ก่อนตัดสินใจลงทุนต้องทำการศึกษาหาพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุด กล่าวคือ เป็นพื้นที่มีความเข้มของแดดสูง ฝนตกน้อย และต้องอยู่ใกล้กับแหล่งที่จะใช้ไฟฟ้า ซึ่งระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์ประมาณ 11 เดือน บริษัทและผู้ร่วมทุนในท้องถิ่นได้ศึกษาและได้รับการเสนอพื้นที่จากรัฐบาลเมียนมาร์อยู่หลายแห่ง

แต่ตัดสินใจเลือกพื้นที่เพื่อวางแผงโซลาร์เซลล์และโรงงานผลิตไฟฟ้าบนเนื้อที่กว่า 750 เอเคอร์ หรือราว 2,000 ไร่ ในจังหวัดมินบู เขตเมเกว นครหลวงเนย์ปิดอว์ เพราะการศึกษาระบุว่า เป็นพื้นที่ที่มีความเข้มของแดดสูงสุดของเมียนมาร์ ในแต่ละปีฝนตกน้อย ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ และมีแหล่งที่จะรับไฟฟ้าไปใช้ที่อยู่ใกล้ คือ นครหลวงเนย์ปิดอว์

หากโครงการลงทุนในเมียนมาร์ประสบความสำเร็จน่าจะขยายการลงทุนไปประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ง่ายขึ้น เพราะกฎกติกาที่กีดกันต่างๆ จะลดลง และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดก็เป็นกระแสของโลกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค