
ซีพีเอ็นสยายปีกธุรกิจในนอกประเทศ
สำหรับความเคลื่อนไหวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากยืดเยื้อมานานกับที่ดิน 88 ไร่ ที่โรงเรียนเตรียมทหารเก่าบริเวณสวนลุมพินี
สำหรับความเคลื่อนไหวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากยืดเยื้อมานานกับที่ดิน 88 ไร่ ที่โรงเรียนเตรียมทหารเก่าบริเวณสวนลุมพินี ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลังจากซีพีเอ็นได้ถูกยกเลิกสัญญาการเข้าไปพัฒนาที่ดินดังกล่าวจำนวน 44 ไร่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือ ซีพีเอ็น ได้เสนอชื่อเข้าร่วมประมูลที่ดิน 88 ไร่ ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลเพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส คาดว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่วางไว้กว่า 1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากขนาดของที่ดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องปรับแบบโครงการใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้พื้นที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมยื่นแบบประมูลในเดือน ส.ค.นี้
สำหรับซีพีเอ็นขณะนี้มีความสนใจที่ดินขนาดเท่าเดิมคือ 44 ไร่ และที่ดินทั้งหมด 88 ไร่ แต่ขึ้นอยู่กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ว่าจะแบ่งที่ดินจัดประมูลอย่างไร หากซีพีเอ็นได้พื้นที่ประมูลในครั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทมีโครงการจากสำนักงานทรัพย์สินฯ จำนวน 2 โครงการ จากปัจจุบันมี 1 โครงการ คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สอดคล้องกับแผนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจของซีพีเอ็น
อย่างไรก็ตาม นอกจาก บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เข้าร่วมประมูลที่ดินสวนลุมพินี 88 ไร่ ยังมีกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, กลุ่มทีซีซี แลนด์ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี, บริษัท ซิตี้ เรียลตี้ ในเครือธนาคารกรุงเทพ และบริษัท เอ็ม บี เค เข้าร่วมประมูลที่ดินผืนดังกล่าวอีกด้วย เชื่อว่าการแข่งขันในการประมูลที่ดินครั้งนี้จะรุนแรงอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ซีพีเอ็นวางแผน 5 ปี มุ่งขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน เริ่มจากปี 2556-2560 โดยเบื้องต้นต้องการเปิดศูนย์การค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน 23 สาขาใน 5 ปี คาดว่าแต่ละสาขาจะใช้งบลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท สำหรับประเทศที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการเข้าไปศึกษาตลาด ซีพีเอ็นได้วางแนวทางไว้ว่าต้องเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก อำนาจการซื้อก็ต้องสูง ซึ่งประเทศที่ซีพีเอ็นให้ความสนใจเข้าไปศึกษาตลาดอยู่ในขณะนี้ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม นับว่าเป็นก้าวสำคัญของซีพีเอ็นสำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ค่ายช้างสิงห์ลุยตลาดไร้แอลกอฮอล์
แวดวงตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างค่ายสิงห์และเบียร์ช้างยังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในรอบสัปดาห์นี้ทั้งสองค่ายออกมาประกาศนโยบาย ที่ต้องการจะเพิ่มรายได้กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอลล์ หรือนันแอลกอฮอล์ภายใน 3 ปี ในสัดส่วน 30% และปรับสัดส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหลือ 70%
สำหรับค่ายสิงห์ เดินหน้าขยายธุรกิจด้วยการเปิดตัวสินค้าด้วยตัวเอง ล่าสุดได้เปิดตัวเครื่องดื่มเกลือแร่แบรนด์ซันโว เข้ามาช่วยเสริมทัพตลาดเครื่องดื่ม จากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รายได้กลุ่มนันแอลกอฮอล์ ยังคงมีสัดส่วนรายได้เพียง 12% โดยมีบีอิ้ง น้ำแร่เพอร์ร่า โซดาและน้ำดื่มสิงห์ สาหร่ายมาชิตะ เป็นสินค้าในกลุ่มนี้
ขณะที่ค่ายเบียร์ช้างภายใต้กลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้วางยุทธศาสตร์ ด้วยการซื้อกิจการเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอมากกว่าขยายสินค้าด้วยตนเอง ซึ่งที่ผ่านมามีสินค้ากลุ่มนันแอลกอฮอล์ โซดา น้ำดื่มช้าง และชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ สัดส่วนรายได้ 67% และจากการซื้อกิจการเสริมสุข ทำให้มีเครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส น้ำดื่มคริสตัล ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10%
นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น ส่งผลให้กลุ่มเบียร์ช้างมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ ทิศทางการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกันของทั้งสองค่าย ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาในการแข่งขันกันทั้งจากเบียร์ ซึ่งในตลาดเบียร์ สิงห์เป็นผู้นำตลาดแทนที่เบียร์ช้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การสู้ศึกสมรภูมิสินค้าปราศจากแอลกอฮอล์ ก็เพื่อสร้างการเติบโต และขณะเดียวกันลดความเสี่ยงการพึ่งพาธุรกิจหลักจากแอลกอฮอล์มากจนเกินไป เกมการแข่งขันทางธุรกิจของ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ยังต้องรอดูกันอีกยาว
เออีซีดันสถาปนิกต่างชาติรุมทึ้งไทย
งานสถาปนิกในปี 2556 สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคงเป็นเรื่องภาพรวมในตลาดอาเซียน ในขณะนี้สิงคโปร์ถูกจัดอันดับว่าเป็นเบอร์หนึ่งด้านสถาปัตยกรรมเกือบทุกอาคาร โดยได้รับการยกระดับเป็นอาคารสีเขียว ขณะที่สถาปัตยกรรมของไทย เป็นประเทศที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถือว่าเป็นเรื่องดี ส่งผลให้สถาปนิกต่างชาติสามารถทำงานในไทยได้อย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ และสถาปนิกจากไทยก็สามารถออกไปทำงานต่างประเทศได้เช่นกัน เชื่อว่าการแข่งขันในตลาดแรงงานจะเข้มข้นขึ้น ซึ่งบุคลากรไทยต้องเร่งพัฒนามาตรฐานความสามารถให้สูงขึ้น เพื่อโอกาสในการทำตลาดระดับภูมิภาค
กรุงเทพฯ พร้อมใช้ผังเมืองใหม่ 16 พ.ค.
หลังจากจับตารอดูความเคลื่อนไหวของผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงให้บังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ปี 2556 มาแทนผังเมืองฉบับปัจจุบันที่จะหมดอายุลงในวันที่ 15 พ.ค. 2556 นี้ โดยสำนักงานผังเมืองจะเร่งดำเนินการให้ประกาศใช้ได้ในวันที่ 16 พ.ค. 2556 นี้
สำหรับสาระสำคัญของผังเมืองรวมฉบับใหม่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 34 บริเวณ โดยยังคงให้น้ำหนักกับการอนุญาตให้มีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางจนถึงหนาแน่นมาก ในพื้นที่เขตเมืองชั้นกลางเชื่อมต่อกับพื้นที่ในเขตเมืองชั้นนอก ซึ่งผ่อนปรนจากก่อนหน้าที่เคยมีข่าวว่าจะเข้มมากจนไม่สามารถก่อสร้างได้ แต่ผังเมืองฉบับใหม่ยังคงให้มีคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 8 ชั้น เกิดขึ้นตามซอยต่างๆ ได้
พิษรถคันแรกนิสสันลดเป้า
ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์หลังจากปีที่ผ่านมา ทุกค่ายยอดขายถล่มทลายจากนโยบายรถคันแรก ล่าสุดค่ายนิสสันออกมาประกาศปรับเป้ายอดขายรถยนต์ปีนี้ 1.2 แสนคัน ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1.38 แสนคัน ปัจจัยสำคัญมาจากในปีที่ผ่านมามีโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ส่งผลให้ภาพรวมตลาดมีอัตราเติบโตในระดับสูงผิดปกติ ซึ่งมองว่าในปีนี้ยอดขายรวมจะลดลงในระดับ 10-15% จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 1.4 ล้านคัน
ทาคายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ระบุว่า การตั้งเป้าหมายดังกล่าวของนิสสันสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดรวมในปีนี้ ที่สะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริงภายในประเทศ โดยในช่วง 34 เดือนแรกของปีจะเริ่มเห็นการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรถยนต์ ที่ใช้การแข่งขันด้านแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษเป็นกลยุทธ์ในการทำตลาด
ขณะที่ภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนี้ เชื่อว่ายังคงมีกำลังซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาจากปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งการเปิดตัวรถยนต์ รุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในปีนี้







