
บาทผันผวน-แข็งได้อีก
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า การเคลื่อนไหวของตลาดเงินปริวรรต
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า การเคลื่อนไหวของตลาดเงินปริวรรตประจำวันจันทร์ที่ 29 เม.ย. ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 29.24/27 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 29.38/40 บาท/เหรียญสหรัฐ
ตลาดได้มีการคาดการณ์ในวันศุกร์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการออกมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท จึงทำให้มีแรงเทขายเงินบาทและแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐในวันศุกร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากการประชุมระหว่าง ธปท.และคณะรัฐมนตรี ทาง ธปท.ไม่ได้กล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทแต่อย่างใด เพียงแต่ได้ผ่อนคลายกฎให้ทาง ธปท.สามารถนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในกิจการรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหลังจากตลาดได้รับข่าวการประชุมนี้ นักลงทุนได้เทขายเงินเหรียญสหรัฐและเข้าซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ประกอบกับในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางสหรัฐได้ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศล่วงหน้า (US Advance GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2013 ที่ระดับ +2.5% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3% ซึ่งทำให้เงินเหรียญสหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น รวมถึงเงินบาทด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็ตามค่าเงินบาทในวันนี้ยังคงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงจับตามองการประชุมของ ธปท.ในวันนี้ โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.16-29.34 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ 29.29/31 บาท/เหรียญสหรัฐ
ขณะที่อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +5.3/5.5 สตางค์/เหรียญสหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +7.0/8.0 สตางค์/เหรียญสหรัฐ
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ แนวโน้มเงินบาทยังจะแข็งค่าต่อไป ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ เศรษฐกิจที่ดีของเอเชียและอาเซียน, สภาพคล่องทั้งในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นที่ไหลกลับเข้ามาลงทุน รวมทั้งแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงินที่เข้ามาสมทบ
กอบศักดิ์ แนะนำว่า ผู้ส่งออกจะต้องปรับตัว โดยการทำ Local Invoicing, การกำหนด Price in ในราคาที่เท่ากัน ปรับเปลี่ยนตลาดไปยังตลาดที่ไม่ถูกกระทบจากค่าเงิน การทำ Hedging และลดต้นทุนกับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ขณะที่ ธปท.และรัฐบาลควรดูแลเงินบาทให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ซึ่งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้ทำให้ทุนสำรองของประเทศเพิ่มขึ้น แต่กลับลดลงด้วยซ้ำ สะท้อนว่า ธปท.ยังไม่ได้มีการแทรกแซงค่าเงิน หรือหากแทรกแซงก็ยังไม่มากเท่าที่ควร
ขณะที่ บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินในปัจจุบัน ยังไม่รุนแรงถึงที่สุด เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลปัญหาคาบสมุทรเกาหลี หากความขัดแย้งยุติลง เงินจะไหลเข้าเอเชียมากขึ้น และระยะต่อไปนักลงทุนญี่ปุ่นจะนำเงินออกมาลงทุน คาดว่าบางประเทศจะใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะเกาหลีใต้
ทั้งนี้ หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่จะมีความเสี่ยงให้เกิดภาวะฟองสบู่ โดยคาดการณ์ว่าเงินบาทจะถูกกดดันให้แข็งค่าต่อไป และคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.5% ในกรณีที่มีการลดดอกเบี้ย จะมีมาตรการ Prudential Measures ควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการเกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ และอาจมีการควบคุมเงินทุนไหลเข้า
พิสิทธิ์ พัวพัน ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในช่วง 13 ปีข้างหน้า ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าทั้งภูมิภาค ภาครัฐและเอกชนต้องมาวางแผนว่าจะดำเนินการอย่างไรหากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้น







