
หวั่นการเมืองทึ้ง‘เอ็กซิมแบงก์’
ณรงค์ชัยถล่มก่อนพ้นเก้าอี้
แฉมีใบสั่งปล่อยกู้พวกพ้อง
โพสต์ทูเดย์
— “ณรงค์ชัย” ทิ้งบอมบ์ใส่คลังก่อนพ้นเก้าอี้ประธานเอ็กซิมแบงก์ แฉการเมืองแทรกทึ้งปล่อยกู้ให้พวกพ้องนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงถึงทิศทางการดำเนินงานของเอ็กซิมแบงก์ในอนาคตหลังจากที่ตนกำลังจะครบวาระการเป็นประธานกรรมการเอ็กซิมแบงก์ในเดือน ก.ค.นี้ เนื่องจากเกรงว่าการบริหารงานจะถูกการเมืองแทรกแซง โดยอาจมีการแต่งตั้งพวกพ้องของนักการเมืองเข้ามาบริหารงานเพื่อใช้เอ็กซิมแบงก์ในการปล่อยเงินกู้ให้กับพวกพ้องของนักการเมือง ทำให้เงินกู้ได้รับความเสียหายได้ในอนาคต
ดังนั้น จึงอยากให้ติดตามเรื่องผลดำเนินงานของเอ็กซิมแบงก์อย่างใกล้ชิด อย่าให้สถาบันการเงินของรัฐถูกการเมืองแทรกแซงการปล่อยกู้จนต้องมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมากเหมือนธนาคารอื่นๆ
นอกจากนี้ ในส่วนของตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ ซึ่งปัจจุบันมีนายอภิชัย บุญธีรวร เป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ ก็กำลังจะครบวาระในเดือน มิ.ย.นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารได้มีมติต่ออายุให้นายอภิชัยเป็นกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ต่ออีก 1 เทอมขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้กระทรวงการคลังส่งคนเข้ามาร่วมเจรจาเงื่อนไขในการเป็นกรรมการผู้จัดการต่ออีกวาระหนึ่ง เพื่อเสนอข้อสรุปทั้งหมดให้กับทางกระทรวงการคลังได้อนุมัติ แต่ทางรมว.คลังอาจจะไม่อนุมัติตามที่คณะกรรมการเสนอไปก็ได้
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรื่องตั้งคนมาทำงานน่าจะเป็นเรื่องของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ควรเข้ามาดูแล แต่ก็ยังไม่แน่ว่าอาจเป็นอำนาจของ นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแลธนาคารก็ได้ จึงอยากฝากให้คอยติดตาม เพราะถ้านักการเมืองเข้ามายุ่งให้ปล่อยนู่นปล่อยนี่ จะทำให้ของดีๆ กลายเป็นของเสีย
“
ช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นี่มีออร์เดอร์จากนักการเมือง แต่ผมดื้อ จนมีคนพูดว่าเอ็กซิมแบงก์ดื้อ และส่วนหนึ่งคนพวกนั้นอาจเกรงใจผม จึงไม่มีอะไร ผมเองชอบที่เอ็กซิมแบงก์เป็นเด็กดื้อ และการเป็นเด็กดื้อได้จริงหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่ที่กรรมการผู้จัดการด้วย ซึ่งนายอภิชัยก็ดื้อเหมือนผม จึงไม่แน่ใจว่าทางคลังจะต่ออายุให้นายอภิชัยหรือไม่” นายณรงค์ชัย กล่าวนายณรงค์ชัย กล่าวถึงนโยบายที่สำคัญของเอ็กซิมแบงก์หลังจากนี้ว่า จะเน้นที่การปล่อยกู้ในสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่มากกว่าการปล่อยกู้ในสินเชื่อเพื่อการค้า โดยจะพยายามปรับสัดส่วนจาก 60 % ต่อ 40 % ค่อย ๆ ปรับเป็น 50% ต่อ50% และเริ่มลดสินเชื่อการค้าลงเหลือ40% และเพิ่มสินเชื่อในโครงการขนาดใหญ่ให้เป็น 60% เพื่อให้เอ็กซิมแบงก์ ได้ยกระดับสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันธนาคารก็จเะเพิ่มการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเน้นบริการที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่มี ได้แก่ การรับประกันการส่งออก การขายตราสาร เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการออกพันธบัตรให้กับลูกค้า เป็นต้น
โพสต์ทูเดย์ คปภ. ยันดื้อแพ่งส่งเรื่องเข้าควบคุมฟินันซ่าให้ " กรณ์ " ลงนาม พร้อมชี้ยังไม่ได้ข้อสรุปผู้ร่วมทุนทั้ง ยุโรป และอิสลามแบงก์
นายณรงค์ชัย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาของบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ยื่นข้อเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาอนุมัติให้ คปภ.เข้าไปควบคุมกิจการของบริษัท ฟินันซ่าฯ เนื่องจากมีกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว และได้ชี้แจงให้ทราบว่าการกำกับดูแลธุรกิจประกันไม่ใช่การยกเลิกหรือปิดกิจการ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่าปิดกิจการจริงๆ แล้วไม่ใช่การปิดกิจการกับควบคุมกิจการมันคนละเรื่อง ทั้งนี้หากรมว.คลังยังไม่ลงนามในข้อเสนอดังกล่าว คาดว่าทาง คปภ. ก็ยังจะยื่นข้อเสนอเช่นเดิมกลับไปให้ลงนามอีก
ต้องให้คปภ.เข้าไปควบคุมกำกับฝ่ายบริหาร ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลไม่ให้เงินกองทุนที่มีอยู่หายไป ซึ่งคปภ.ต้องเป็นคนกลางในการประสานงานกรณีที่มีคนในใจเข้ามาซื้อกิจการ ส่วนการบริหารยังเป็นผู้บริหารชุดเดิม ส่วนในผู้บริหารจะถูกลงโทษหรือไม่ต้องพิจารณาว่าเอาเงินไปใช้ส่วนตัวหรือเปล่า ซึ่งคปภ.ตรวจสอบอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกล่าวหาผู้บริหาร
ทั้งนี้การที่เงินกองทุนของฟินันซ่าประกันชีวิตลดลง นั้นเพราะไปลงทุนในทรัพย์สินด้อยค่า เช่นอาจจะไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่เนื่องจากราคาได้ปรับลดลง ทำให้เงินกองทุนลดลงไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องไปตรวจสอบก่อนว่ามีเจตนาหรือไม่ อย่างไร ณ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่คปภ.กำหนด ซึ่งตามหลักการลงทุนแล้วบริษัทประกันจะต้องไปลงทุนตามกรอบที่คปภ.กำหนด เท่านั้น
นายณรงค์ชัย ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ( สวค. ) กล่าวอีกว่า มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น สะท้อนจากการขยายตัวในหลายปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้ ทั้งตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวเพิ่มและตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้น
มาจากกลุ่มประเทศคู่ค้าเอเซียใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทดแทนตลาดเก่าอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรปที่ยังแย่อยู่ ทำให้เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวอย่างต่ำได้ 4% แม้รัฐบาลจะไม่มีโครงการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในแง่เศรษฐกิจของไทยยังพัฒนาได้อีกมาก เพราะจากวิกฤติปี 2540 แม้จะมีโครงการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการลงทุนอื่นที่เกิดกว่าความจำเป็น โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่า ได้มีการใช้ประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวออย่างเต็มที่และพร้อมที่จะมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว โดยที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มานานหลายปี เห็นได้จากสภาพคล่องที่ยังมีเหลืออีกมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท หากมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับ 56% ได้
นอกจากนี้ สำหรับปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถคุมสถานการณ์อยู่หรือไม่ ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทหาร ซึ่งที่ผ่านมาการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทหารก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวในการจัดการกับปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นมากนัก
สำหรับกรณีที่ธนาคารโลกออกมาประกาศประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 ว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 6.2% เห็นว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป โดยสาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะธนาคารโลกได้รวมสมมุติฐานกรณีที่รัฐบาลสามารถออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รวมกับการใช้งบประมาณประจำปี ซึ่งรวมแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาล เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับนั้นได้
“ตัวเลข 6.2% นั้นอาจจะมากไป ธนาคารโลกคงคิดว่าเราจะออกพ.ร.บ.เงินกู้อีก 4 แสนล้านบาทได้ แต่จากการที่ผมหารือกับนายกรัฐมนตรี เมื่อ 2 เดือนก่อน นายกก็บอกชัดแล้วว่าจะไม่เอาพ.ร.บ.แล้ว ซึ่งสมมุติฐานตรงนี้ก็เปลี่ยนไป แต่ถึงแม้จะไม่ได้ออกพ.ร.บ. ในปีนี้การจัดเก็บรายได้ก็ดีเกินคาด ทำให้ขาดดุลน้อยลงอีก 2 แสนล้านบาท ก็จะมีเม็ดเงินไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ” นายณรงค์ชัย กล่าว






