
ทองคำขาลง
การปรับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงของราคาทองคำ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้โรงรับจำนำและสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อโดยใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประสบปัญหา
การปรับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงของราคาทองคำ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้โรงรับจำนำและสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อโดยใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประสบปัญหาลูกค้าทิ้งหลักทรัพย์ค้ำประกัน หันไปซื้อทองใหม่ที่มีราคาต่ำกว่า
แต่ระบบการจำนำทองคำของสถานธนานุบาลต่างๆ หากลูกค้าปล่อยขาดไม่จ่ายดอกเบี้ย ทองคำจะตกเป็นของโรงรับจำนำทันที
ส่วนการกู้เงินจากธนาคารโดยใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น หากไม่ชำระหนี้ธนาคารยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาด หากยังมีส่วนขาดชำระลูกหนี้ก็จะถูกเรียกหลักทรัพย์เพิ่ม แถมจะต้องถูกขึ้นบัญชีของเครดิตบูโรอีกด้วย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะของผู้ดูแลกิจการของสำนักงานธนานุเคราะห์สังกัด พม. 34 แห่ง ได้สำรวจการขาดทุนของโรงรับจำนำทั้งหมด พบว่าการขาดทุนที่เกิดขึ้นยังเป็นแค่การขาดทุนทางบัญชี ยังไม่ได้ขาดทุนจริง ซึ่งก่อนหน้าประเมินว่าจะขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท
แต่ พม.ได้กำหนดกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้วยการจำหน่ายทรัพย์ที่หลุดจำนำทั้งทองคำและทรัพย์อื่นๆ เช่น เพชร พลอย เบ็ดเตล็ดต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งทรัพย์เหล่านี้จะได้กำไรประมาณ 60% ขณะที่ทองคำจะได้กำไรเพียง 10% ซึ่งส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยลดภาวะขาดทุน
สำหรับธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ที่ปล่อยกู้สินเชื่อทองแลกเงิน ก็ได้ปรับแผนการให้สินเชื่อใหม่ ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้กำหนดการให้วงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือแอลทีวี (Loan To Value) อยู่ที่ 85% จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 90%เช่น ทองมูลค่า 100 บาท ธนาคารให้สินเชื่อเพียง 85 บาท จากเดิมเคยให้สินเชื่อที่ 90 บาท หรือ ลดลงไป 5 บาท ซึ่งทำให้ธนาคารสามารถรองรับความผันผวนของราคาทองคำได้ นโยบายนี้ยังคงใช้ไปตลอดจนกว่าราคาทองจะหยุดผันผวน







