posttoday
คงเป้าส่งออกไม่หวั่นบาทแข็ง

คงเป้าส่งออกไม่หวั่นบาทแข็ง

28 เมษายน 2556

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการแข็งค่าของเงินบาทยังอยู่ใน

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการแข็งค่าของเงินบาทยังอยู่ในความสนใจของทุกฝ่าย รวมทั้งภาคเอกชนผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้

บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมกับหน่วยงานภาคเอกชนว่า ที่ประชุมมีมติคงอัตราการเติบโตของการส่งออกไว้ที่ 89% มูลค่า 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 5% ทั้งนี้ยืนยันจะยังไม่ปรับลดเป้าการส่งออก เนื่องจากต้องรอการประเมินจากหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่จะประชุมในปลายเดือน พ.ค.นี้ ก่อนสรุปเป้าหมายส่งออกอีกครั้ง

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่วมกันให้กระทรวงพาณิชย์ทำหนังสือแสดงความกังวลต่อการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

พร้อมกันนี้ ได้ประเมินผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออก หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัว 89% แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทจะหายไป 22.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2 บาท มาอยู่ที่กว่า 28 บาท เท่ากับมูลค่าการส่งออกจะหายไป 5 แสนล้านบาท และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่มูลค่าส่งออกจะติดลบ เทียบกับไตรมาสแรกที่ขยายตัว 4.26%

ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา มิ.ย.นี้

กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณว่า เตรียมขยับราคาก๊าซหุงต้มภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวว่า จะเริ่มทยอยปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน เดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม (กก.) เป็นเวลา 12 เดือน เพื่อให้ราคาแอลพีจีที่ปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 18.13 บาท ไปอยู่ที่ 24.82 บาท ตามเพดานที่กำหนดไว้

ขณะที่แอลพีจีภาคการขนส่งจะทยอยปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยรอให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนปรับขึ้นมาเท่ากับภาคขนส่งในปัจจุบันที่ กก.ละ 21.38 บาทก่อน จากนั้นจะขึ้นราคาภาคครัวเรือนและภาคขนส่งไปพร้อมกัน เดือนละ 50 สตางค์/ลิตร โดยปัจจุบันแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมราคาจะสะท้อนตลาดโลกอยู่แล้ว และมีแนวโน้มเดือน พ.ค. จะลดลงจากปัจจุบัน 29.59 บาท/ กก.

รมว.พลังงานกล่าวย้ำว่า ต้องปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะที่ผ่านมาต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน และยังทำให้มีการลักลอบใช้ผิดประเภทอีกด้วย


พยุงราคายาง 2 หมื่นล้านบาท

อำนวย ปะติเส ผู้อำนวยการศูนย์บริหารโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ได้เสนอ 6 มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำระยะเร่งด่วนต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตรการรับมือผลผลิตที่จะออกมาปริมาณมากในปลายเดือน พ.ค.นี้

มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 1.ใช้เงินที่เหลือในโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง 2 หมื่นล้านบาทมาพยุงราคายางพารา ในราคาที่เกษตรกรรับได้ คือ กก.ละ 85 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนของเกษตรกร ขณะที่ต้นทุนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อยู่ที่ กก.ละ84 บาท2.เกษตรกรเสนอให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ด้วยการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปุ๋ย 3.ขอเพิ่มค่าชดเชยกรณีโค่นยางเก่าปลูกยางใหม่ จากไร่ละ 1.6 หมื่นบาทเป็นไร่ละ 2.6 หมื่นบาทเท่ากับปาล์มน้ำมัน เพื่อโค่นยางเก่าประมาณ 4 แสนไร่ 4.บริหารจัดการสต๊อกของรัฐบาลที่มีอยู่ 2 แสนตัน โดยสั่งให้กรมทางหลวงใช้ทำถนนทั้งหมดเพื่อให้มีจิตวิทยาต่อราคา 5.ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท โดยเห็นว่าไม่ควรแข็งค่าเกินกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และขอให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและ 6.ให้ผู้ประสานงานบริษัทร่วมทุนยางพารา 3 ประเทศ (IRCO) ถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามาช่วยซื้อยางปริมาณ 5 แสนตันของทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียภายใน 2 เดือน เมื่อราคายางแตะที่ 2.5 เหรียญสหรัฐต่อ กก. หรือ 7075 บาท เพื่อลดปริมาณยางในประเทศ

ญี่ปุ่นห่วง 2 ล้านล้านไม่เชื่อมภูมิภาค

เซ็ทซึโอะ อิอูจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า นักลงทุนต้องการรู้ว่าไทยจะดำเนินการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร และจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนบ้านอย่างไร รวมถึงการแก้ไขปรับปรุงระบบศุลกากรให้มีความสอดคล้องกัน เพราะหากมีเพียงถนนแต่ระบบศุลกากรหรือถนนในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่พร้อมจะเชื่อมโยงกัน ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้

ซึ่งเรื่องนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า ภายใต้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลวางโครงการเร่งด่วนคือการปรับปรุงถนนต่างๆ ตลอดจนปรับปรุง และก่อสร้างรถไฟรางคู่ เพื่อเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ไทยจะเน้นการเจรจาแบบทวิภาคี เพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างกัน

กสท.เดินหน้าช่องสาธารณะ

ที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา เดินหน้าจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการสาธารณะ แม้ว่าจะมีข้อทักท้วงจากหลายฝ่าย เช่น สภาวิชาชีพและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยต้องการให้เลื่อนกรอบเวลาในกระบวนการยื่นขอและออกใบอนุญาตประเภทสาธารณะ 12 ช่อง และขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนออกใบอนุญาต

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธาน กสท. กล่าวว่าขั้นตอนต่อไป กสท. จะเดินหน้าออกประกาศหนังสือชี้ชวนเพื่อมาลงทุน (Information MemorandumIM) สำหรับทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะ ซึ่งในตอนนี้อยู่ระหว่างกระบวนการร่างและคาดว่าจะออกประกาศได้ราวเดือน มิ.ย. โดยหนังสือชี้ชวนดังกล่าวจะประกอบด้วยรายละเอียดเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะที่มาจากประกาศที่เกี่ยวข้อง

คงเป้าส่งออกไม่หวั่นบาทแข็ง

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน