
บาทแข็งทำเงินหาย 5 แสนล้าน
"บุญทรง"โอดส่งออกหลุดเป้า 8-9% แน่ หลังคำสั่งซื้อไตรมาส 2 วูบกว่าครึ่ง
"บุญทรง"โอดส่งออกหลุดเป้า 8-9% แน่ หลังคำสั่งซื้อไตรมาส 2 วูบกว่าครึ่ง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ได้รับฟังสถานการณ์ปัญหาและผลกระทบจากค่าบาทแข็ง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาและผลักดันตามเป้าหมายการส่งออก หากเป็นข้อเสนอที่กระทรวงพาณิชย์สามารถออกมาตรการดูแลได้ก็จะเร่งดำเนินการทันที แต่หากเป็นมาตรการดูแลค่าบาท จะทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดำเนินการต่อ
นายบุญทรง ยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ากำลังเป็นปัญหาหนักของเอกชนและการส่งออก เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคาส่งออกได้ จากค่าบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 6% นับจากปลายปี 2555 สูงกว่าค่าเงินสกุลอื่นที่แข็งค่าแค่ 1% ส่งผลให้ผู้ซื้อหันนำเข้าจากประเทศอื่นแทนแล้ว อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมที่เคยใช้วัตถุดิบในประเทศหันมานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแทนเช่นกันเพราะต้นทุนต่ำกว่า ยิ่งกระทบต่อผู้ผลิตต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) อาจได้รับผลกระทบในอนาคต
"หากค่าบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องและแข็งค่ากว่าปัจจุบัน รวมถึงหน่วยงานดูแลค่าเงินยังใช้มาตรการที่ไม่อาจทำให้ค่าบาทอ่อนตัวลง ตัวเลขคาดการณ์ส่งออกเดิมคงต้องลดลง และมีโอกาสที่จะต่ำกว่า 5% ซึ่งเดิมกำหนดตัวเลขไว้ 8-9% คิดคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 30-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากค่าเงินยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลให้แง่มูลค่าการส่งออกรวมทั้งปีเป็นติดลบได้ ยอมรับว่าหนักใจต่อปัญหาค่าบาทที่แข็งค่าเร็ว และจะกระทบต่อการส่งออกในไตรมาส 2 ซึ่งเอกชนส่งสัญญาณแล้วว่าคำสั่งซื้อล่วงหน้าลดลงแล้วกว่าครึ่ง" นายบุญทรงกล่าว
นายบุญทรง กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าไทยหายไป 2.5 แสนล้านบาท จากเป้าเดิม 30 บาท ตอนนี้เหลือ 28 บาท หายไป 2 บาท ก็จะกระทบต่อมูลค่าส่งออกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขทบทวนเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการจะได้ข้อสรุปหลังประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ วางกรอบเป้าหมายส่งออกปีนี้ 8-9% หรือมูลค่า 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บนพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยน 30-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยกำหนดเป้าหมายที่มีโอกาสมากสุดคือ 7.3% แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยบาท 28-29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าโอกาสส่งออกปีนี้อยู่ที่ 5.3%
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอย่างผันผวน ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าที่จะรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ โดยยอดส่งออกจะเริ่มลดลงอย่างรุนแรงช่วงต้นไตรมาส 3 และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขชัดเจน จะทำให้ปีนี้การส่งออกโตไม่ถึงเป้าหมาย 8-9% แน่นอน โดย ส.อ.ท. ยืนยันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยทันที 1% ซึ่งน่าจะทำได้ทันที เพราะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งกำหนดมาตรการกันเงินสำรอง 30% อย่างน้อย 3 เดือนที่หลายประเทศใช้ และเป็นยาแรงทีแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า มาตรการผลักดันการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอในที่ประชุมประกอบด้วย การกำหนดให้ 9 เดือนที่เหลือนี้จะต้องผลักดันการส่งออก ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือไตรมาสละ 6.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การเจาะตลาดใหม่ 30 ประเทศ ส่งเสริมการใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเอ รวมทั้ง มีมาตรการผลักดันการค้าชายแดน โดยตั้งเป้าหมายขยายตัว 30% มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยการยกระดับด่านการค้า เช่น เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สอด และการเจรจาแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่มิใช่ภาษี เป็นต้น และมาตรการผลักดันการค้าในอาเซียน โดยมีเป้าหมายขยายตัว 10% มูลค่า 6.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังจะปรับลดสัดส่วนการออกพันธบัตรรัฐบาลขายให้ต่างชาติลดลง โดยจะเน้นนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น หลังจาก 3-4 เดือน ที่ผ่านมา พบว่ามีเงินลงทุนไหลเข้ามาในพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะพันธบัตรที่อ้างอิงตามอัตราเงินเฟ้อที่คลังออก 4 หมื่นล้านบาท พบว่า มีเงินจากนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุน 60% หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเงินต่างประเทศยังไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งเป็นวงเงินที่สูง เมื่อรวมกับไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรที่อ้างอิงตามอัตราเงินเฟ้อมียอดสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
"คลังจะเน้นขายพันธบัตรให้กับรายย่อยในประเทศเพิ่มขึ้น แต่จำนวนการออกพันธบัตรของรัฐบาลยังเท่าเดิม เพื่อชะลอค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่ให้แข็งค่ามากขึ้น" นายอารีพงศ์ กล่าว







