
เปิดภารกิจพาณิชย์
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกันเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อในอนาคต โดยเฉพาะห้วงเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า
นันทวัลย์ ศกุนตนาค รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า วัตถุประสงค์ของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากลดภาษีแล้วก็คือ การอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างกัน ลดขั้นตอน ช่วยให้การขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ซึ่งในประเด็นนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น การขออนุญาตส่งออกนำเข้าให้รวดเร็วขึ้น ขณะที่กรมศุลกากรกำลังพัฒนาระบบที่จะตรวจปล่อย ณ จุดเดียว หรือ Single Stop Inspection ตอนนี้อยู่ระหว่างการแก้กฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยสามารถข้ามไปตรวจสินค้าที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยตกลงกันว่า ให้ตรวจ ณ จุดออก จากปัจจุบันที่ต้องมีการตรวจสินค้า 2 จุด คือ ฝั่งของประเทศผู้ส่งออก และประเทศผู้นำเข้า ซึ่งทำให้กระบวนการนำเข้าส่งออกช้ากว่าที่ควรจะเป็น
อีกทั้งยังมีระบบ National Single Window โดยในอนาคตผู้ส่งออกกรอกเอกสารเพียงครั้งเดียว ข้อมูลก็จะถูกส่งไปทุกหน่วยงาน เชื่อมข้อมูลกันทั่วประเทศ ซึ่งต่อไปจะโยงกับประเทศสมาชิกอาเซียน
การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ตอนนี้กรมการค้าต่างประเทศได้เริ่มทดลองนำร่องให้ผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกมานาน เชื่อถือได้ รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตัวเอง (Self Certification) จากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้รับรองสินค้า ว่ามีส่วนประกอบท้องถิ่น (Local Content) ตามที่กำหนดหรือไม่ แต่ในอนาคตเพื่อความรวดเร็วจะให้เอกชนเป็นผู้รับรองตนเองได้
นอกจากนี้ มีการทำ ASEAN Trade Repository หรือกระบะที่รวมกฎระเบียบการค้าการลงทุนของอาเซียนทุกประเทศ โดยตอนนี้แต่ละประเทศต้องทำกฎระเบียบของตัวเอง และนำมาเชื่อมโยงข้อมูลกัน สำหรับของไทยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นแกนกลาง รวบรวมกฎเหล่านี้ ดูแลให้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ช่วยให้ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้นซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ และคาดหวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออกไทย ที่มีปัญหาไม่รู้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ยาก และมักพบว่าข้อมูลมักเป็นภาษาท้องถิ่นเท่านั้น
เมื่อพูดถึงปัญหาของการค้าชายแดน นันทวัลย์ ฟันธงว่า คือปัญหาความแออัดที่ด่านชายแดน เพราะมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณด่านในหลายด่านยังไม่เอื้อต่อการค้า โดยที่มีความแออัดมาก คือ ด่านสะเดา จ.สงขลา ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านแม่สอด จ.ตาก และด่านหนองคาย ตอนนี้จึงมีโครงการพัฒนาศักยภาพของด่านเหล่านี้ โดยด่านที่มีพื้นที่เพียงพอจะมีการพัฒนาบริเวณด่าน แต่ถ้าไม่มีพื้นที่ ก็จะเปิดด่านใหม่ในบริเวณใกล้เคียง
ตัวอย่างเช่น บริเวณชายแดนมาเลเซีย กำลังมีการก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งต่อไปจะมีทางเข้าออกสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร 20 ช่องทาง ขณะที่ด่านปัจจุบันมีความแออัด คิวยาว ใช้เวลาผ่านด่านมาก ตอนนี้อยู่ระหว่างเวนคืนที่ดินเพื่อทำด่านใหม่
ด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา เปิดมาตั้งแต่ปี 2553 ตอนนี้กำลังก่อสร้างที่ทำการด่านศุลกากร ให้เป็นทางการขึ้น เพื่อนำเข้าส่งออกสินค้าได้ ส่วนด่านบูเก๊ะตา ก็จะมีการสร้างด่านใหม่ในอ.แว้ง จ.นราธิวาสภายใต้ด่านสุไหงโกลกเดิม
ขณะที่ด้านเมียนมาร์ ที่มีพรมแดนติดต่อกับไทยตั้งแต่จ. เชียงราย ลงมาถึงจ. ระนอง ก็มีการยกระดับจุดผ่านแดน โดยกำลังพิจารณายกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น จ. แม่ฮ่องสอน จุดผ่อนปรนกิ่วผาวอก จ. เชียงใหม่ จุดผ่อนปรนด่านสิงขร จ. ประจวบคีรีขันธ์ เป็นจุดผ่านแดนถาวร
ฝั่งของสปป.ลาว กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณางบประมาณเพื่อพัฒนาจุดผ่อนปรนบ้านฮวก จ. พะเยา เป็นจุดผ่านแดนถาวร ขณะที่ได้เปิดจุดผ่อนปรนภูดู่ จ. อุตรดิตถ์ ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรแล้ว
ด้านของชายแดนกัมพูชา รัฐบาลของไทยและกัมพูชาได้เห็นพ้องให้เปิดพื้นที่บ้านหนองเอี่ยน จ. สระแก้ว เป็นจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งตอนนี้ กำลังรอความพร้อมของจังหวัดอยู่ และเมื่อมองไปในอนาคต นันทวัลย์ ก็มั่นใจว่า การค้าชายแดนจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ หลังจากโครงสร้างคมนาคมดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนทำได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย







