
คาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์โต 0-3%
คาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยปี 56 มีโอกาสเติบโต 0-3% อาเซียนและประเทศเศรษฐกิจใหม่ คือตลาดที่มีศักยภาพ
คาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยปี 56 มีโอกาสเติบโต 0-3% อาเซียนและประเทศเศรษฐกิจใหม่ คือตลาดที่มีศักยภาพ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ของไทยในปี 2556 แม้ยังคงเผชิญหลายปัจจัยท้าทาย ซึ่งเป็นผลมาจากความซบเซาของตลาดในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าส่งออกไทยมีราคาสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ความพยายามของผู้ประกอบการในการรักษาส่วนแบ่งในตลาดหลักอย่างญี่ปุ่น ประกอบกับการแสวงหาโอกาสจากการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพใหม่ จะช่วยให้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 มีโอกาสกลับมาขยายตัวเล็กน้อยได้อีกครั้ง (หลังจากที่หดตัวลงในช่วง 2 ปีก่อนหน้า) ขณะที่มองไปข้างหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยด้านต้นทุนและค่าเงิน ผู้ประกอบการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยยังคงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มศักยภาพในการผลิต และเริ่มมองหาตลาดศักยภาพใหม่เพื่อให้อยู่รอดภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
แนวโน้มส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนปี 2556 น่าจะมีโอกาสขยายตัวได้เล็กน้อย ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 จะมีมูลค่าประมาณ 1,143-1,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 0-3 (YoY) จากปี 2555 ที่มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,142.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าจะยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2554
ทั้งนี้ แม้คงต้องยอมรับว่า การปรับตัวของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินเยน มีผลต่อคำสั่งซื้อจากญี่ปุ่น เห็นได้จากในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นลดลงจากในช่วง 2 เดือนแรก จนทำให้ภาพการส่งออกไปยังญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสแรกหดตัวประมาณร้อยละ 3.5 (YoY) และภาวะค่าเงินยังมีแนวโน้มส่งผลกดดันคำสั่งซื้อจากญี่ปุ่นในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาพรวมทั้งปี 2556 มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยไปยังญี่ปุ่นอาจจะยังสามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ใกล้เคียงกับปี 2555 ที่โตร้อยละ 1.5 (YoY)) อันมีแรงสนับสนุนมาจาก
- ความพยายามของผู้ประกอบการไทยในการรักษาส่วนแบ่งในตลาดนี้ โดยการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประโยชน์ใช้สอยของสินค้า (มากกว่าราคา) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการและตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ในจังหวะเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าที่จะได้รับแรงกระตุ้นจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงรุกของธนาคารกลางญี่ปุ่น
- ผู้ประกอบการไทยบางรายมีการรับเทคโนโลยีการผลิตของญี่ปุ่นเข้ามาทำการผลิตกับเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทย ซึ่งทำให้ได้สินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น กอปรกับการขยายธุรกิจ/ร่วมทุนระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้กระจายสินค้าในญี่ปุ่นก็เป็นอีกปัจจัยหนุนคำสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นด้วย
- เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราของไทยมีคุณภาพ มีความประณีต และได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างจีนมีข้อด้อยในประเด็นนี้เพราะไม้ยางพารายังมีจำนวนน้อยมากและต้องนำเข้า
- การเริ่มขยายสาขาหรือแฟรนไชส์ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของผู้ประกอบการไทยไปในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้ามากขึ้น
นอกจากการรักษาส่วนแบ่งในตลาดญี่ปุ่นแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แรงส่งจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของตลาดศักยภาพใหม่ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้ภาพรวมการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 สามารถรักษาการขยายตัวไว้ได้ ทดแทนกับคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอื่นอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่ยังมีแนวโน้มซบเซาท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่การฟื้นตัวยังไม่มั่นคง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยคงเผชิญความท้าทายจากภาวะการแข่งขันที่ยังคงรุนแรงโดยเฉพาะจากคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและเวียดนาม
การขยายสู่ตลาดศักยภาพใหม่ และชูจุดเด่นสินค้าระดับกลาง-บน (Premium End) เป็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา
แม้ว่าธุรกิจส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออก แต่การปรับตัวในระยะที่ผ่านมา จนกระทั่งในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยเน้นการผลิตสินค้าที่เจาะกลุ่มตลาดกลาง-บน (Premium End) มากขึ้น และเป็นรูปแบบการผลิตที่ยืดหยุ่นตามคำสั่งซื้อ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคากับจีนและเวียดนาม (ที่ทำการผลิตครั้งละมากๆ เป็นการผลิตสินค้าในลักษณะ Mass Product ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ) ควบคู่กับความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากอานิสงส์การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในตลาดศักยภาพใหม่ที่น่าสนใจ คือ ตลาดอาเซียน และตลาดประเทศเกิดใหม่อื่นๆ (Emerging Market) เช่น BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปีนี้และปีต่อๆ ไป
แม้ว่าในปัจจุบันไทยยังส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไปขายยังกลุ่มประเทศดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย (ประมาณร้อยละ 20) แต่จากช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในทั้ง 2 กลุ่มประเทศ เพิ่มเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งจีนที่นอกจากจะเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของไทยแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพด้วย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปปัจจัยหนุนโอกาสในการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพข้างต้นดังนี้
BRICS (บราซิล,รัสเซีย,อินเดีย,จีน,แอฟริกาใต้) ประเทศในกลุ่ม BRICS เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่และประชากรมาก มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการขยายความเป็นเมืองของพื้นที่ภายในประเทศต่างๆ มากขึ้น ทำให้มีการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในส่วนของบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจ ซึ่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์จะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวดังกล่าวด้วย ประชากรของประเทศในกลุ่มนี้มีรายได้สูง เมื่อประเทศมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประชากรในประเทศจึงมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพ มีความทันสมัยมากขึ้น แต่รูปแบบการผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดียที่ส่วนใหญ่มีรูปแบบการผลิตแบบชาวบ้าน (Un-Organized Sector) หรือประเทศจีนที่เน้นผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ มีรูปแบบสินค้าลักษณะ Mass Product เป็นต้น ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนเพิ่มมากขึ้น
อาเซียน (อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์,มาเลเซีย,เวียดนาม,พม่า,ลาว,กัมพูชา,บรูไน) การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านเส้นทางคมนาคม และอาคารสำนักงานเพื่อรองรับการขยายการลงทุน เป็นอานิสงส์ให้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยสามารถเติบโตได้ในตลาดของประเทศดังกล่าว ประเทศในกลุ่มอาเซียน (5) ซึ่งประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชากรมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่นอกจากประชากรจะมีกำลังซื้อสูงแล้ว ยังนิยมสินค้าที่หรูหรา คุณภาพดี และเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรในการผลิต ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าเป็นหลัก ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยสามารถขยายการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนได้ในอนาคต สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีนำเข้า-ส่งออกของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ต่ำกว่าการนำเข้า-ส่งออกสินค้ากับประเทศนอกกลุ่มสมาชิก ช่วยเอื้อประโยชน์ให้สินค้าไทยสามารถเติบโตได้ในตลาดอาเซียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากความมีศักยภาพและปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับคุณภาพ และจุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทย จะทำให้มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไปยังตลาดในทั้ง 2 กลุ่มประเทศมีโอกาสเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลักในปี 2556 (ต่อเนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/2556 ที่การส่งออกไป BRICS เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22.59 (YoY) และไปอาเซียนเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30.76 (YoY)) ขณะที่สัดส่วนการส่งออกอาจขยับขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยได้ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดศักยภาพใหม่ให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการควรต้องติดตามทิศทางสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของแต่ละประเทศ ควบคู่ไปกับทำการศึกษาพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดแต่ละประเทศ
ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาขยายการลงทุนและฐานการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ภายใต้สถานการณ์ที่เอื้ออำนวย
เนื่องจากอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักที่ได้รับผลกระทบหลายด้าน นอกจากผู้ประกอบการจะพิจารณาทางเลือกในการมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและติดตามทิศทางสถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์และพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศแล้ว ผู้ประกอบการควรมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ความไม่แน่นอนของราคาไม้ และการแข็งค่าของเงินบาท (ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน) ที่กระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับประเทศคู่แข่งขันที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าอย่างจีนและเวียดนาม โดยการใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว นำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลนแรงงานและช่วยลดต้นทุนในการผลิตลง อีกทั้งผู้ประกอบการที่มีความพร้อม อาจจะมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนโดยการขยายสาขาหรือแฟรนไชส์ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ Brand ไทยไปขายยังต่างประเทศ หรือมองหาฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาวและพม่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งวัตถุดิบ แรงงาน และค่าแรงที่เหมาะสม
นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรติดตามประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เงื่อนไขและนโยบายของประเทศคู่ค้า นวัตกรรมใหม่ๆ หรือ Mega Trend ที่อาจมีผลต่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เช่น การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือรูปแบบการผลิตที่เน้นการรักษาสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกระแสที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญในขณะนี้ด้วย







