posttoday
โอกาสและผลกระทบสงครามค่าเงิน

โอกาสและผลกระทบสงครามค่าเงิน

25 เมษายน 2556

โอกาสและผลกระทบของสงครามค่าเงินประเด็นเศรษฐกิจที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายขณะนี้คงหนีไม่พ้น “บาทแข็ง ทองอ่อน” ที่ทำผู้ส่งออกและผู้เก็งกำไรทองคำ “อ่วม” ไปตามๆ กัน เพราะราคาที่เคยเกินอย่างทองคำที่ราคาเคยขึ้นไปเกิน 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในตลาดโลก และมากกว่า 27,000 บาทต่อบาททองคำในตลาดไทยเมื่อปลายปี 2554 กลับร่วงต่ำกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์และหลุด 1.9 หมื่นบาทต่อบาททองคำในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสของคนชอบ “เก็บทอง” จะได้ซื้อทองราคาถูก

โอกาสและผลกระทบของสงครามค่าเงินประเด็นเศรษฐกิจที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายขณะนี้คงหนีไม่พ้น “บาทแข็ง ทองอ่อน” ที่ทำผู้ส่งออกและผู้เก็งกำไรทองคำ “อ่วม” ไปตามๆ กัน เพราะราคาที่เคยเกินอย่างทองคำที่ราคาเคยขึ้นไปเกิน 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในตลาดโลก และมากกว่า 27,000 บาทต่อบาททองคำในตลาดไทยเมื่อปลายปี 2554 กลับร่วงต่ำกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์และหลุด 1.9 หมื่นบาทต่อบาททองคำในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสของคนชอบ “เก็บทอง” จะได้ซื้อทองราคาถูก

ในขณะนี้

ส่วนค่าบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเห็นตัวเลข 28 บาทกว่าๆ ต่อเหรียญสหรัฐ เป็น “ประเด็น” ที่ใหญ่กว่า เพราะส่งผลกระทบ “เชิงกว้าง” มากกว่าเรื่องทองคำ และส่งผลต่อเนื่องถึงด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ยังต้องอาศัยภาคการส่งออกเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้มูลค่าส่งออกรูปเงินบาทในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเพียง 0.44% ทั้งที่มูลค่าส่งออกรูปเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นถึง 4.26% สำหรับผู้ส่งออกแล้วเรียกว่า “เหนื่อยเปล่า”

เพราะแม้จะขายของได้มากขึ้นมาก แต่เมื่อแปลงค่ากลับมาเป็นเงินบาทแล้วเหลือกำไรเพียงนิดเดียว

เงินบาทนับว่าเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดและเร็วที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งก็แปลว่า “มาตรการ” ในการรับมือกับปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินของเรายัง “อ่อน” มากเมื่อเทียบกับมาตรการและความสามารถของประเทศอื่นๆ

ทั้ง ๆ ที่เราก็ “เห็น” เหมือนคนอื่นว่ามี “ปัจจัย” ที่เอื้อต่อกระแสเงินร้อนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในสินทรัพย์ของบ้านเรา ซึ่งทำให้เกิดผลกำไรถึง “สองเด้ง” จากอัตราผลตอบแทนในสินทรัพย์และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

“ปัจจัย” ที่ว่าก็คือมาตรการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลของประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นฉับพลัน โดยประเทศล่าสุดที่อัดฉีดเงินเต็มที่คือ “ญี่ปุ่น” ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบกับเงินเยนถึงกว่า 20% ทำให้คนไทยและต่างชาติพากันใช้เงินซื้อของและเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งจะ “ปลุก” เศรษฐกิจให้ฟื้นคืนมา

หลังจากที่ “หลับใหล” ในช่วงทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decade)

แม้จะเป็นหนทางออกของญี่ปุ่นและกลับเป็น “ทางตัน” ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียซึ่งเป็นตลาดการค้าและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ดังนั้นคณะกรรมการเงาด้านกฎระเบียบทางการเงินแห่งเอเชีย หรือ Asian Shadow Financial Regulatory Committee (ASFRC) จึงได้จัดประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ในประเด็นโอกาสและผลกระทบของสงครามค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ (The Currency War of 2013 – Will It Happen?)สงครามค่าเงินแห่งทศวรรษที่แม้ดูเหมือนไม่ร้อนแรง ทำให้ผู้ดูแลภาคการเงินของประเทศทั้งหลายเกิดความประมาท และไม่ได้มีมาตรการที่รองรับอย่างจริงจัง เพราะสงครามงวดนี้อยู่ในรูป “สงครามเย็น” การเงินของประเทศที่ไม่ได้เตรียมพร้อม มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน แม้จะมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ผลกลับแพร่ไปสู่ค่าเงิน การแข่งขันทางการค้า และเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบด้านการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จึงต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือสงครามค่าเงิน และไม่ควรสร้างประเด็นทำลายความน่าเชื่อถืออีกฝ่าย เพราะถึงเวลาที่ต้องรบกับสงครามภายนอก ก็ไม่ควรก่อสงครามภายในแล้วถ้ารบกันเอง จะมีแรงไปรบกับคนอื่นหรือ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน