posttoday
บาทแข็งทำส่งออกสินค้าเกษตรลด3.12%

บาทแข็งทำส่งออกสินค้าเกษตรลด3.12%

25 เมษายน 2556

ก.เกษตรฯ ประเมินเงินบาทแข็งค่า 7% ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรลดลง 3.12% แนะรัฐบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิต

ก.เกษตรฯ ประเมินเงินบาทแข็งค่า 7% ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรลดลง 3.12% แนะรัฐบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิต

นายจารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 และทวีความร้อนแรงมากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 28.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐนั้น ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยด้วย  ดังนั้น ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร จึงได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทต่อภาพรวมมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมง ผลไม้ ไก่เนื้อ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลังเพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556

สำหรับผลการวิเคราะห์ พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 7,694.28 ล้านบาท หรือคิดเป็น4.28% ของมูลค่าความเสียหายรวมในกลุ่มการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ โดยสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง (เดกซ์ทรินและโมดิไฟด์สตาร์ช) และสินค้าประมง ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลต่อปริมาณการส่งออก ผลไม้ ไก่เนื้อ และมันสำปะหลัง อย่างมีนัยสำคัญอีกเช่นกัน และผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 7.44% ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีอัตราลดลง 3.12% เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการส่งออกในช่วงไตรมาสเดียวกันของปี 2555

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร แนะให้ภาครัฐ ส่งเสริมการพัฒนาการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม/การแปรรูปให้กับสินค้าเกษตร และลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งเร่งรัดการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจที่เหมาะสมหรือจัดทำโซนนิ่งเกษตร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของดิน ชนิดพืชที่ปลูก และความพร้อมของระบบชลประทาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการผลิตกับการตลาด พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์การเกษตรของประเทศเชื่อมโยงกับภูมิภาค นอกจากนี้ ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าเกษตรภายในประเทศเพื่อทดแทนการส่งออกรวมไปถึงสร้างความตระหนักในการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานรับรอง

ด้านข้อเสนอสำหรับผู้ส่งออกควรพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยสร้างแบรนด์สินค้า และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Identity) ให้กับสินค้าเกษตรไทย รวมถึงยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มและเป็นที่ต้องการของตลาด

ขณะที่ ภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรมีบทบาทร่วมกันในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดระดับผลกระทบในปัจจุบันคือ การขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ จากเดิมที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐ ซึ่งมีปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง ควรส่งเสริมการทำตลาดใหม่ไปยังตลาดในกลุ่มภูมิภาคเดียวกันหรือในเขตตะวันออกกลาง เช่น สินค้าข้าว ควรเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนหรือตะวันออกกลาง และสินค้ายางพารา ควรเน้นตลาดในเอเชีย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน