
ไทยพาณิชย์มือขึ้นงานช้างเต็มพอร์ต
ไทยพาณิชย์รับเนื้อๆ จากรายการซื้อกิจการที่ใหญ่สุดในไทยต้องขอ ธปท.ขยายวงเงินให้กู้รายใหญ่
ไทยพาณิชย์รับเนื้อๆ จากรายการซื้อกิจการที่ใหญ่สุดในไทยต้องขอ ธปท.ขยายวงเงินให้กู้รายใหญ่
นายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเข้าซื้อกิจการบริษัท สยามแม็คโคร หรือแม็คโคร ห้างค้าปลีกสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ของบริษัท ซีพี ออลล์ ที่ใช้วงเงินสูงถึง 188,880 ล้านบาท ถือเป็นการซื้อกิจการในประเทศไทยที่ใช้วงเงินสูงสุดนับตั้งแต่เคยปรากฏมา โดยธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการซื้อกิจการในครั้งนี้
นายอาทิตย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้เป็นที่ปรึกษาหลักเพียงรายเดียว โดยทำหน้าที่หาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในประเทศไทยและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะใช้ประมาณ 7 แห่ง แต่จะเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศเป็นหลัก เพราะการเข้าซื้อกิจการจะต้องใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐถึง 75% อีก 15% เป็นสกุลเงินบาท และที่เหลือ 10% เป็นเงินทุนของซีพี ออลล์
ทั้งนี้ การกู้เงินครั้งนี้เป็นการใช้เงินกู้อายุ 1 ปี ก่อนที่ธนาคารจะหาช่องทางใหม่เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้ด้วยการออกเป็นตราสารหนี้ ซึ่งต้องดูจังหวะโอกาส เพราะลูกค้าจะได้ต้นทุนที่ต่ำกว่าเงินกู้ ส่วนเหตุที่ต้องใช้เงินกู้ทั้งหมดในระยะแรก เพราะเป็นกระบวนการที่รวดเร็วที่สุดสำหรับการซื้อกิจการ
นายอาทิตย์ เปิดเผยว่า การปล่อยกู้ครั้งนี้ทำให้ธนาคารต้องขอขยายเพดานการปล่อยกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 25% ของเงินกองทุนเป็น 60% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการขอเป็นรายกรณี
“ธุรกิจซีพี ออลล์ และแม็คโคร ต่างไม่มีหนี้ มีฐานะทางการเงินดีมาก แต่การกู้เงินจะทำให้ซีพี ออลล์ มีหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า” นายอาทิตย์ กล่าว
นายอาทิตย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้ยังจะเห็นการซื้อกิจการในหลายกลุ่มอุตสาห กรรม เพื่อขยายธุรกิจสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเอื้อต่อการซื้อกิจการในต้นทุนที่ถูกลง
ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ออกประกาศเพื่อควบคุมความเสี่ยงของการกระจุกตัวของสินเชื่อ โดยกำหนดเกณฑ์การกำกับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือธุรกรรมลักษณะคล้ายสินเชื่อ ในแต่ละวันของธนาคารกับลูกหนี้รายใหญ่รายเดียว หรือรายกลุ่มไว้ไม่เกิน 25% ของเงินกองทุน นอกจากนี้มูลค่าธุรกรรมกับลูกหนี้ขนาดใหญ่ (เกิน 10% ของเงินกองทุน) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 300% ของเงินกองทุนของธนาคารนั้นๆ
กระทั่งวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ผ่อนผันให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้ลูกหนี้รายใหญ่ที่ได้เกินเกณฑ์ 25% ของเงินกองทุน แต่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี และต้องเป็นธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และธนาคารที่จะปล่อยกู้เกินได้ต้องมีเงินกองทุนมารองรับสูงกว่าเกณฑ์ 8.5%







